“พวกเราจะปล่อยให้กองกำลังหนึ่งแสนนายยอมจำนนต่อแคว้นเหลียงไม่ได้เป็นอันขาด... มิฉะนั้นพวกเขาจะกลายเป็นอาวุธคมกริบที่ย้อนกลับมาโจมตีพวกเรา”
หยุนเฟิงร้อนใจอยู่บ้าง เกรงว่าโจวข่ายกับพวกจะถูกแคว้นเหลียงพบตัวก่อน “หนูสี่ เจ้ารีบออกคำสั่งเถิด ข้าจะออกจากเมืองไปตามหาโจวข่าย”
“อาศัยชัยภูมิของเมืองเฟิ่ง แคว้นเหลียงไม่มีทางตีเมืองเฟิ่งแตกได้ในเวลาอันสั้น พวกเจ้ายังต้านทานได้อีกสองสามวัน โม่อ๋องจะนำทัพมาถึงในวันพรุ่ง สถานการณ์ของเมืองเฟิ่งยังมิใช่วิกฤตที่สุด...”
สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือโจวข่ายกับกองกำลังหนึ่งแสนนายนั้น
หยุนหลวนขมวดคิ้ว พลางส่งสัญญาณให้หยุนเฟิงใจเย็นลง
“พี่รอง อย่าเพิ่งร้อนใจ... เรื่องนี้พวกเราจะบุ่มบ่ามไม่ได้ ข้ารู้สึกว่าเรื่องบังเอิญเกินไป จึงดูไม่ชอบมาพากล”
“เหตุใดจึงบังเอิญถึงเพียงนี้ อยู่ ๆ ก็สอบสวนได้ข่าวสำคัญเช่นนี้ในช่วงเวลานี้พอดี เจ้าคิดว่านี่อาจเป็นกับดักหรือไม่?”
สีหน้าโจวถงพลันเคร่งขรึม เขาครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นว่าการวิเคราะห์ของหยุนหลวนก็มีเหตุผลอยู่บ้าง
“ใช่ ข้าก็รู้สึกว่ามันบังเอิญเกินไป พวกเราอย่าเพิ่งผลีผลามจะดีกว่า... แม้โจวข่ายจะพ่ายศึกและนำกองกำลังหนึ่งแสนนายหลบหนี แต่ถึงอย่างไรเขาก็มิได้ยอมจำนนต่อแคว้นเหลียง บางทีภายในกองทัพอาจเกิดปัญหาขึ้นในเวลานั้น จึงทำให้เขาพ่ายแพ้อย่างกะทันหัน... แล้วจึงต้องหลบหนีอย่างอเนจอนาถ”
“ยามนี้กำลังทหารของแคว้นเหลียงล้วนรวมอยู่ที่เมืองเฟิ่ง นอกจากหุบเขาเฮยเฟิงกับเมืองสองแห่งใกล้เคียงที่ถูกพวกเขายึดครองแล้ว พวกเขายังไม่มีเวลาและกำลังพอจะรุกรานดินแดนหนันฉูส่วนอื่น อีกทั้งโจวข่ายยังมีกำลังทหารหนึ่งแสนนาย... แคว้นเหลียงไม่มีทางตามหาโจวข่ายพบก่อนพวกเรา”
