เฮยอี้มองดวงตาแดงก่ำของหมอเทวดาหลู่ แล้วในใจก็พลันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
หมอเทวดาหลู่ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
ภายในใจเขาคงกำลังแบกรับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
หยุนหลวน...อาการของนางคงยิ่งย่ำแย่ลงใช่หรือไม่?
เฮยอี้หลุบตาลง ในใจสับสนว้าวุ่น
เขาก้มหน้าลงด้วยสีหน้าละอายใจ
เป็นเขาที่ไม่รู้จักโต ทั้งยังไม่รู้ความเกินไป
ในยามเช่นนี้ เขากลับช่วยอะไรไม่ได้เลย ต่อให้หยุนหลวนเป็นอะไรไป เพื่อคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม องค์อ๋องกับหมอเทวดาหลู่ก็คงไม่บอกเขา
เฮยอี้ตัดสินใจอย่างเงียบงันว่าจะจดจำทุกคำของหมอเทวดาหลู่ไว้
เขาจะทำให้ตนเองเป็นผู้ใหญ่และสุขุมรอบคอบยิ่งขึ้น
เขาจะเอาแต่โวยวาย แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าเช่นนี้ต่อไปไม่ได้
ตัวเขาในยามนี้ราวกับกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง ใครมองก็ทะลุปรุโปร่ง
ถึงยามนั้น ต่อให้ถูกผู้อื่นใช้ประโยชน์ เขาก็คงยังโง่งมโดยไม่รู้ตัว
หมอเทวดาหลู่ดุด่าเขาได้ถูกต้องยิ่งนัก
เขามันโง่เขลา
ทั้งที่เคยได้รับบทเรียนมาแล้ว กลับยังไม่รู้จักปรับปรุง วัน ๆ เอาแต่โวยวายไม่เลิก
เฮยอี้ค่อย ๆ กำหมัดแน่น
“ได้ ข้าจะไม่ถามท่านแล้ว หมอเทวดาหลู่”
“ท่านพูดถูก ข้ายังอ่อนประสบการณ์เกินไป หากเป็นเช่นนี้ ข้าก็ยังคงวู่วามทำอะไรเหมือนแต่ก่อน...ข้าไม่ควรเป็นเช่นเดิมอีก”
หมอเทวดาหลู่มีสีหน้าซับซ้อน เขาตบไหล่เฮยอี้เบา ๆ “ข้างกายองค์อ๋องกับพระชายา เหลือเพียงพวกเราที่พึ่งพาและไว้วางใจได้แล้ว เฮยอี้ อย่าได้ทำเรื่องโง่เขลา ก่อนพูดหรือทำสิ่งใด เจ้าต้องใช้ทั้งดวงตาและหัวใจสัมผัสรับรู้เรื่องราว”
