“ข้าต่างหากคือบุตรีสายตรงแห่งตระกูลเฝิง แต่ท่านกลับประคบประหงมฟู่จืออวี้ ให้คุณหนูญาติผู้น้องอย่างนางอยู่เหนือข้าอย่างเปิดเผย ท่านลองถามใจตนเองดูเถิด ว่าท่านดีกับบุตรีคนนี้จริงหรือ?”
ฟู่จืออวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเฝิงซู่ชิงเป็นอย่างยิ่ง
นางเอ่ยขึ้นทันทีว่า “พี่หญิง ท่านพูดเช่นนี้ไม่ถูกต้องนะ ท่านน้าเข้มงวดกับท่านก็เพราะหวังดี นางเพียงปรารถนาให้ท่านประสบความสำเร็จเท่านั้น”
“ยามนี้ท่านเชี่ยวชาญทั้งพิณ หมากล้อม อักษร และภาพวาด มิใช่ล้วนเป็นความดีความชอบของท่านน้าหรือ? ด้วยนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมอ่อนข้อเช่นท่าน หากท่านน้าไม่เข้มงวดอบรมสั่งสอน ป่านนี้ท่านคงกลายเป็นคุณหนูเสเพลเพียงคนเดียวในเหลียงจิงไปแล้ว”
“ท่านจะมีชื่อเสียงงามพร้อมเป็นกุลสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์อย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร? ความหวังดีอันยากลำบากของท่านน้า ท่านไม่เข้าใจก็ช่างเถิด คิดไม่ถึงว่าท่านยังบิดเบือนเจตนาดีของท่านน้าเช่นนี้อีก พี่หญิง เรื่องนี้ท่านผิดแล้ว รีบขอโทษท่านน้าเถิด ไหนเลยบุตรีจะกล่าวโทษมารดาตนเองได้ หากแพร่งพรายออกไป ระวังผู้อื่นจะกล่าวหาว่าท่านอกตัญญู”
หากชื่อเสียงอกตัญญูแพร่ออกไป ชื่อเสียงของเฝิงซู่ชิงย่อมเสียหาย
ฟู่จืออวี้จงใจหยิบยกเรื่องนี้มากระตุ้นเฝิงซู่ชิง
นางเพียงต้องการยุแยงให้ความสัมพันธ์ระหว่างฮูหยินเฝิงกับเฝิงซู่ชิงผู้เป็นมารดาบุตรีแตกร้าว ยิ่งทั้งสองทะเลาะกันรุนแรงเท่าไร นางก็ยิ่งได้ประโยชน์มากเท่านั้น
เมื่อฮูหยินเฝิงผิดหวังในบุตรีอย่างเฝิงซู่ชิงจนหมดสิ้น
นางก็จะเข้ามาแทนที่เฝิงซู่ชิง ได้รับความรักและการสนับสนุนจากฮูหยินเฝิงอย่างเต็มเปี่ยม
ถึงยามนั้น เรื่องที่นางจะได้เป็นฮองเฮาองค์ใหม่แห่งแคว้นเหลียงย่อมมีแรงหนุนและทุนต่อรองเพิ่มขึ้นอีกมาก
เมื่อฮูหยินเฝิงได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาจริง ๆ
นางโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ ชี้หน้าเฝิงซู่ชิงแล้วตำหนิอย่างฉุนเฉียว “ที่แท้ในใจเจ้าเห็นข้าเป็นเช่นนี้หรือ? หากเจ้าไม่ใช่บุตรีของข้า ข้าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอบรมเจ้า ทั้งคอยควบคุมเจ้าอย่างเข้มงวดไปเพื่ออะไร?”
