ตงเคอแสร้งทำเป็นไม่เชื่อ พลางมองหยุนเซิ่น “ที่เจ้าพูดมาล้วนเป็นความจริงหรือ? เจ้าไม่มีใจปฏิพัทธ์ต่อองค์หญิงหนีหวงแม้แต่น้อยจริงหรือ?”
หยุนเซิ่นมองตงเคออย่างจนใจ เขายกมือขึ้นบีบแก้มนางเบา ๆ
“องค์หญิงหนีหวงจะเทียบกับเจ้าได้อย่างไร? บอกตามตรงเถิด ที่ข้าช่วยองค์หญิงหนีหวงก็เพราะเห็นแก่ฐานะองค์หญิงแห่งแคว้นเหลียงของนาง อีกทั้งตำแหน่งในใจฮ่องเต้แคว้นเหลียง...”
“ฮ่องเต้แคว้นเหลียงทรงโปรดปรานนางยิ่งนัก หากนางเป็นบุรุษ เกรงว่าตำแหน่งรัชทายาทแคว้นเหลียงคงตกเป็นขององค์หญิงหนีหวงไปนานแล้ว ครานี้องค์หญิงหนีหวงถูกเยี่ยนอ๋องจับตัวไป เมื่อฮ่องเต้แคว้นเหลียงทรงทราบก็พิโรธอย่างยิ่ง พระองค์ทรงเขียนพระราชสาส์นฉบับหนึ่ง แล้วส่งม้าเร็วแปดร้อยลี้มายังเมืองหลวงหนันฉู เพื่อหยั่งเชิงเจรจากับเยี่ยนอ๋อง”
“ต่อมายังลอบชักชวนยอดฝีมือยุทธภพนับไม่ถ้วน ยอมให้คำมั่นถึงตำแหน่งสูง ใครช่วยองค์หญิงหนีหวงออกมาได้ ก็จะได้เลื่อนยศและรับพระราชทานทองคำหลายแสนตำลึง กล่าวได้ว่าใครช่วยองค์หญิงหนีหวงออกมาได้ ไม่ว่าฮ่องเต้แคว้นเหลียงจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ทรงยอม”
ตงเคอหลุบตาครุ่นคิด ก่อนถามย้ำอย่างไม่แน่ใจนัก “อาเซิ่น เจ้าเห็นแก่ผลประโยชน์ที่นางจะนำมาให้เจ้าเพียงเท่านั้นจริงหรือ?”
หยุนเซิ่นดึงนางเข้าสู่อ้อมแขน พลางยกยิ้ม “ใช่ ข้าเห็นแก่ประโยชน์ที่นางจะนำมาให้เท่านั้น... นอกเหนือจากนี้ ข้าไม่มีใจให้นางแม้แต่น้อย อาเคอ เจ้าน่าจะเข้าใจหัวใจข้า นอกจากเจ้าแล้ว ข้าไม่มีทางรักสตรีอื่นได้”
