เฮยอี้รีบขานรับ
เขาอยู่ได้ไม่นานก็ลอบเร้นหายไปในรัตติกาล
เซียวถิงเยี่ยนสงบอารมณ์อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะกลับเข้าไปยังตำหนักชั้นใน
ช่วงหลายวันนี้หยุนหลวนนอนหลับตื้นยิ่ง มีความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็ทำให้นางตื่นได้
ยามเซียวถิงเยี่ยนถอดเสื้อตัวนอกแล้วขึ้นไปนอนบนเตียง หยุนหลวนก็ปรือตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ มองเขาด้วยแววตาง่วงงุน
“ท่านเรียกเฮยอี้มา แล้วกำชับเรื่องใดกับเขาอีกหรือ?”
เซียวถิงเยี่ยนค่อย ๆ จัดปอยผมที่ปรกหน้าผากให้หยุนหลวน “เปิ่นหวังเพียงให้เฮยอี้ไปทวงดอกเบี้ยมาเล็กน้อย วางใจเถิด ไม่กระทบเรื่องอื่น”
หยุนหลวนตื่นเต็มตาขึ้นมาหลายส่วน “เป็นเรื่องของเซิ่งกุยหรือ?”
เซียวถิงเยี่ยนถอนหายใจอย่างจนใจ ก่อนจะรวบนางเข้ามาในอ้อมแขน
“ไม่มีเรื่องใดปิดบังเจ้าได้จริง ๆ... เซิ่งกุยคิดร้ายกับเจ้าเช่นนี้ เปิ่นหวังไม่มีทางปล่อยให้เขาได้อยู่อย่างเป็นสุข ต่อให้ต้องตาย เขาก็ต้องลิ้มรสความทุกข์ทรมานจนหมดสิ้นเสียก่อน จึงจะหลับตาลงได้”
เขาแทบอยากสับเซิ่งกุยให้เป็นหมื่นชิ้น
ตัดขาทั้งสองข้างของเขา นับว่าปรานีเกินไปแล้ว!
หยุนหลวนถอนหายใจ นางจับมือใหญ่ของเซียวถิงเยี่ยน แล้วค่อย ๆ วางลงบนหน้าท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยของตน
“อาเยี่ยน ข้ารู้สึกว่าลูกโตขึ้นบ้างแล้ว ท่านสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?”
หัวใจของเซียวถิงเยี่ยนพลันสั่นไหวเบา ๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงส่วนที่นูนขึ้น เขาก็ตื่นเต้นเล็กน้อย “เหมือนจะโตขึ้นบ้างแล้ว... เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
หยุนหลวนส่ายหน้า แววตาเปี่ยมด้วยความคาดหวัง นางหัวเราะเสียงเบา “นอกจากอาการแพ้ท้องที่ทรมานแล้ว ที่อื่นก็ไม่ได้ไม่สบายอันใด”
“อาเยี่ยน เห็นแก่ลูกของเรา ถือเสียว่าเป็นการสั่งสมบุญกุศลให้ลูกเถิด”
