เขาโกรธจนใบหน้าซีดเขียว แผงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่อยู่
ฮองเฮาเซียวทอดถอนใจอย่างจนปัญญา พลางลูบแผ่นอกให้เหลียงเหวินคังคลายความอึดอัดในใจ “พอเถิด อย่าทรงกริ้วอีกเลย ช่วงสองวันนี้พระวรกายของพระองค์ก็ไม่สู้ดีอยู่แล้ว หากทรงกริ้วจนเกิดเรื่องขึ้นมา หม่อมฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”
“หนีหวงจากหม่อมฉันไปแล้ว หากฝ่าบาทยังทรงเป็นอะไรไปอีก หม่อมฉันก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่เช่นกัน”
กล่าวจบ นางก็สะอื้นร่ำไห้ขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เหลียงเหวินคังมองรอยน้ำตาบนใบหน้าของนาง แววตาก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ
เขายกมือโอบฮองเฮาเซียวเข้ามาในอ้อมแขน หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับรอยน้ำตาบนใบหน้านาง
“อย่าร้องไห้ เป็นความผิดของเจิ้นเอง เจิ้นไร้ความสามารถ ปกป้องธิดาของพวกเราไว้ไม่ได้”
“หากรู้แต่แรกว่าเจ้าสารเลวนั่นเลือดเย็นไร้หัวใจถึงเพียงนี้ ถึงกับคิดวางยาพิษสังหารน้องสาวแท้ ๆ เจิ้นสมควรปลดเขาเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วเนรเทศออกจากเมืองหลวง”
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเสียใจ จนแทบอยากสับเหลียงอวี่หวงเป็นหมื่นชิ้นเดี๋ยวนั้น เพื่อแลกกับการคืนชีพของหนีหวง
ฮองเฮาเซียวกำแขนเสื้อของเหลียงเหวินคังไว้ ร่ำไห้จนสะอึกสะอื้น
ทั้งสองโอบกอดกันด้วยความรักใคร่สุดซึ้งอยู่เนิ่นนาน
เหลียงอวี่หวงยืนมองอยู่ด้านข้าง ดวงตาคู่นั้นฉายแววเย้ยหยันและเสียดสี
เขามองฮองเฮาเซียวผู้เสแสร้งทำเป็นอ่อนแออย่างเย็นชา ก่อนหัวเราะถามว่า “ฮองเฮาเหนียงเหนียง แท้จริงแล้วผู้ใดเป็นคนทำให้หนีหวงตาย พระองค์ย่อมทรงทราบดีกว่าผู้ใดมิใช่หรือ”
