เฉิงเฟิงกระตุกมุมปาก ยิ้มเจื่อน ๆ
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน หยุนหลวนจิบยาต้มไปสองสามคำ ไม่นานนักนางก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
นางผุดลุกขึ้นนั่งฉับพลัน มือคว้าหมับเข้าที่แขนของจ้าวเชวี่ยแน่น “คุณชายจ้าว เกิดเพลิงไหม้แล้ว กระโจมของแม่ทัพเซียวถูกไฟไหม้ คุณชายเสิ่นติดอยู่ในกองเพลิง ท่านจงส่งคนไปช่วยเขาเร็วเข้า!”
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวาดผวา แววตาร้อนรนอย่างยิ่ง
จ้าวเชวี่ยรู้ว่านางตกใจจนขวัญเสีย ความทรงจำยังคงหยุดอยู่ในกระโจมที่เกิดไฟไหม้แห่งนั้น
เขาตบหลังมือหยุนหลวนเบา ๆ ปลอบเสียงต่ำ “อย่ากลัว ไม่มีอะไรแล้ว ไฟดับแล้ว...เจ้าก็ปลอดภัยแล้ว”
ดวงตาของหยุนหลวนแดงก่ำ นางเงยหน้ามองจ้าวเชวี่ย เอ่ยถามทีละคำ “คุณ...คุณชายเสิ่นเล่า? เขาเป็นอย่างไรบ้าง? เขาคงไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
จ้าวเชวี่ยถอนหายใจ ไม่อาจทำใจบอกความจริงอันโหดร้ายแก่นาง เกรงว่านางจะตกใจอีกครั้ง
แต่ขณะที่เขากำลังลังเล เฉิงเฟิงกลับชิงตอบแทนเขาก่อน
“เสิ่นฉงซานตายแล้ว ถูกไฟคลอกตายทั้งเป็น”
หยุนหลวนตกใจจนใบหน้าซีดเผือด รีบห่มผ้าคลุมกาย ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จ้องมองเฉิงเฟิงกับเหลียงอวี่หวงที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเขา
“อะไรนะ? คุณชายเสิ่นตายแล้วหรือ?”
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้? พวกท่าน...เป็นใคร?”
จ้าวเชวี่ยมองเฉิงเฟิงอย่างไม่พอใจ ส่งสายตาบอกให้เขาหุบปาก อย่าพูดอีก เกรงว่าจะยิ่งทำให้คุณหนูเสี่ยวหยุนตื่นตระหนก
“เสี่ยวหยุน อย่ากลัวไปเลย นี่คือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหลียงของเรา พระองค์ทรงได้ยินว่าเจ้าบาดเจ็บ จึงเสด็จมาเยี่ยมโดยเฉพาะ แม้ครานี้เจ้าจะช่วยคุณชายเสิ่นไว้ไม่ได้ แต่ก็มีความชอบจากความอุตสาหะ องค์รัชทายาทของเราเป็นผู้ทรงคุณธรรมและอ่อนโยน พระองค์ไม่เพียงไม่เอาความเจ้า ยังจะพระราชทานรางวัลให้แก่ความกล้าหาญไม่หวั่นเกรงของเจ้าด้วย”
