แววตาของเซียวจื่ออวี้เป็นประกาย เขารู้อยู่แล้วว่าเหลียงเหวินคังไม่มีทางเชื่อคำพูดเหล่านั้นของเหลียงหนีหวง
ยังดีที่เขาฉลาด รู้ว่าควรพูดเช่นไรจึงจะพ้นผิด ทั้งยังทำให้เหลียงเหวินคังคิดว่าทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องที่เหลียงหนีหวงกุขึ้นด้วยความเอาแต่ใจ เพราะโกรธเซียวไต้
เขารีบกล่าวคล้อยตามและเกลี้ยกล่อมว่า “ฝ่าบาทตรัสถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ มารดากับบุตรสาวจะมีความแค้นข้ามคืนได้อย่างไร เสด็จแม่ของเจ้าแสดงออกเช่นนั้นผิดจริง ย่อมต้องให้นางยอมรับผิดต่อเจ้าให้ดี หนีหวง อย่าเอาแต่ใจต่อไปอีกเลย หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นจริง ต่อให้เสียใจภายหลังก็สายเกินไปแล้ว”
เหลียงหนีหวงนึกไม่ถึงว่าเพียงเซียวจื่ออวี้พูดไม่กี่คำ ก็ช่วยให้เขาพ้นจากความผิดได้แล้ว เมื่อไม่มีหลักฐาน ย่อมยากจะทำให้พระบิดาเชื่อคำพูดของนาง
อีกทั้งนางยังรู้สึกได้ราง ๆ ว่าพระบิดา...แท้จริงแล้วก็ทรงทราบว่าเหลียงอวี่หวงไม่ได้กระทำผิด ทว่าพระองค์ยังทรงอาศัยเรื่องหวงมามาเป็นข้ออ้าง ปลดเขาออกจากตำแหน่งรัชทายาท
ขณะที่เหลียงหนีหวงกำลังไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร จู่ ๆ ขันทีหลิวก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก เขารายงานอย่างร้อนรนว่า “ฝ่าบาท แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮาทรง...ทรงหมดสติไปกะทันหัน ไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด ขอฝ่าบาทเสด็จไปทอดพระเนตรเถิดพ่ะย่ะค่ะ...”
เมื่อเหลียงเหวินคังได้ยิน หัวใจก็พลันสั่นไหว
เขาคว้ามือขันทีหลิวไว้ “นางสบายดีอยู่ เหตุใดจึงหมดสติไปได้? พวกบ่าวไพร่ปรนนิบัติกันอย่างไร? เราเพียงสั่งกักบริเวณนาง มิได้ปลดนางจากตำแหน่งฮองเฮา หรือมีผู้ใดกล้าทำดีต่อหน้าแต่ลับหลังกลับจงใจปฏิบัติต่อฮองเฮาอย่างเลวร้าย โดยไม่เห็นเราอยู่ในสายตา?”
