หยุนหลวนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนหันไปกล่าวกับเหลียงอวี่หวงว่า “ในเมื่อนางเป็นคุณหนูแห่งตระกูลสือ ก็เชิญนางขึ้นมาเถิด พวกเราจะได้ฟังด้วยว่านางเกิดเรื่องอันใดขึ้น จึงละทิ้งความสำรวมของสตรีในหอหับ ถึงขั้นเสียกิริยามาขวางขบวนเสด็จของรัชทายาทเช่นนี้”
เหลียงอวี่หวงย่อมไม่ปฏิเสธคำของหยุนหลวน
เขาพยักหน้าอย่างช้า ๆ แล้วสั่งให้เฉิงเฟิงพาสือชิงเหยียนขึ้นรถม้า
ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้น
เฉิงเฟิงประคองสือชิงเหยียนที่ดวงตาแดงก่ำขึ้นรถม้าอย่างระมัดระวัง
รถม้ากว้างขวาง รองรับคนได้พร้อมกันถึงห้าหกคน แม้สือชิงเหยียนขึ้นมาแล้วก็ยังไม่ดูคับแคบ
สือชิงเหยียนขึ้นรถม้าด้วยความกระวนกระวาย นางก้มหน้า มิได้กวาดตามองผู้คนอื่นภายในรถให้ถี่ถ้วน ก่อนทรุดเข่าลงคุกเข่าต่อหน้าเหลียงอวี่หวง
“หม่อมฉันสือชิงเหยียน ขอถวายคำนับองค์รัชทายาทเพคะ”
เหลียงอวี่หวงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณหนูสือไม่ต้องมากพิธี... ข้าเพียงสงสัยว่าเหตุใดจู่ ๆ คุณหนูจึงมาขวางขบวนรถของข้า”
คราวนี้สือชิงเหยียนจึงกล้าเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำจับจ้องเหลียงอวี่หวง
“หม่อมฉันหมดหนทางแล้วจริง ๆ เมื่อไร้ทางไป จึงทำได้เพียงมาขอความช่วยเหลือจากพระองค์เพคะ”
หยุนหลวนเลิกคิ้ว มองหญิงสาวเบื้องหน้าผู้มีรูปโฉมงดงามสะอาดตาด้วยความสนใจ
นางสัมผัสได้ว่า แววตาที่หญิงสาวผู้นี้มองเหลียงอวี่หวงเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้ง
นางอดหัวเราะเบา ๆ มิได้ เมื่อเหลียงอวี่หวงยังไม่ทันตอบ นางก็ชิงเอ่ยถามก่อนว่า “ข้าชักใคร่รู้แล้วว่าเป็นเรื่องใดกัน จึงทำให้คุณหนูสิ้นหวังถึงเพียงนี้ หรือประมุขตระกูลสือเลือกคู่หมายให้คุณหนู แต่บุรุษผู้นั้นมิใช่คนที่คุณหนูรัก จึงโศกเศร้าเสียใจจนจำต้องมาขอความช่วยเหลือจากรัชทายาท?”
