เขายั่วเย้าให้เฝิงซู่ชิงส่งเสียงเรียกเขาอีกหลายครั้ง
แววตาของเฝิงซู่ชิงพร่างพรายดุจสายน้ำ นางจับจ้องเหลียงอวี่หวง ในดวงตาคู่นั้นราวกับมีเพียงเขาผู้เดียว
“อาหยู่... อาหยู่ ข้าอยากเรียกท่านเช่นนี้มานานแล้ว... ข้านึกว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสเสียอีก คิดไม่ถึงว่าสวรรค์จะเมตตาข้าถึงเพียงนี้ อาหยู่ ข้าก็จะทะนุถนอมท่านเช่นกัน”
เดิมทีนางคิดว่าสิ่งที่ตนจะได้รับคือการแต่งงานทางการเมืองที่ไร้ซึ่งความรัก
ชั่วชีวิตนี้นางคงถูกขังอยู่ในกรงขังที่เรียกว่าวังหลวง ไม่มีวันหลุดพ้น
แต่ผู้ใดจะคิดว่าไฟนรกที่นางหวาดกลัว จะกลายเป็นที่พำนักอันแสนสุขของนาง
ไม่รู้ด้วยเหตุใด จู่ ๆ ดวงตาของเหลียงอวี่หวงก็แดงก่ำ
หลายปีมานี้ เขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ทุกวันต้องระแวดระวังประหนึ่งเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง เขาไม่เคยรักใคร และไม่เคยได้รับความรักจากใจจริงของผู้ใด
เขาคิดว่าตนคงต้องอยู่อย่างเดียวดายเช่นนี้ไปจนสิ้นลมหายใจ
ครั้งหนึ่งเขาเคยเคืองแค้นสวรรค์ เหตุใดจึงเย็นชาต่อเขาถึงเพียงนั้น... บัดนี้เขาไม่ขุ่นเคืองอีกแล้ว เพราะสวรรค์ได้ส่งนางผู้แสนประเสริฐที่สุดมาอยู่เคียงข้างเขาอย่างเงียบงัน
เหลียงอวี่หวงโอบเฝิงซู่ชิงไว้แนบอกอย่างแน่นหนา... เขาจุมพิตนางอย่างลึกซึ้ง ไม่ปรารถนาจะคลายอ้อมแขนแม้เพียงน้อย
ราตรีนี้กลายเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมสุขและสมบูรณ์พร้อมที่สุดในชีวิตของเขา
ทิงอวี่เฝ้าอยู่ด้านนอกตำหนัก นางได้ยินเสียงคลุมเครือชวนให้ขวยเขินดังมาจากตำหนักชั้นใน จนใบหูและลำคอแดงระเรื่อ
นางอดยกมือขึ้นปาดน้ำตาไม่ได้
