ฟู่หมิงเจาถอยหลังไปสองก้าว เผชิญหน้ากับคำเยาะเย้ยและยั่วยุของชายชุดดำ แม้ในใจจะหวาดกลัวแทบตาย แต่ก็จำต้องฝืนวางท่าข่มความหวาดหวั่น
เขาต้องช่วยลูกพี่ลูกน้องหญิงหนีออกไปให้ได้
เฝิงซู่ชิงขมวดคิ้ว กระตุกแขนเสื้อฟู่หมิงเจา “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา นี่เจ้าเอาชีวิตไปทิ้งชัด ๆ... ฟู่หมิงเจา เหตุใดจึงโง่เขลาเช่นนี้ เหตุใดไม่ฟังคำข้า กลับดึงดันจะเอาชีวิตไปทิ้ง?”
ใบหน้าฟู่หมิงเจาซีดเผือด แม้ในใจจะว้าวุ่นอย่างยิ่ง ทว่าสีหน้ากลับพยายามรักษาความสงบนิ่ง เขายิ้มให้เฝิงซู่ชิง
“ลูกพี่ลูกน้องหญิง มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องอธิบายกับเจ้า เรื่องหอเจียงเยว่ ข้าไม่รู้เห็นด้วยจริง ๆ ข้าไม่คิดเลยว่าฟู่จืออวี้จะวางยาเจ้า หากข้ารู้แผนการของนาง ข้าย่อมไม่ยอมให้นางทำเช่นนั้นเป็นแน่”
เฝิงซู่ชิงขมวดคิ้ว “กล่าวสิ่งใดไปยามนี้ก็ไร้ความหมายทั้งสิ้น...”
“ไม่ สำหรับข้าแล้วเรื่องนี้มีความหมายยิ่งนัก ข้าเพียงไม่อยากให้เจ้าเข้าใจผิด จึงคุกเข่าอยู่หน้าประตูตระกูลเฝิง อ้อนวอนขอพบเจ้าเพื่ออธิบายเรื่องนี้” แววตาฟู่หมิงเจาเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง “ข้ากลัวว่าหากพลาดโอกาสครานี้ไป ก็จะไม่มีโอกาสแก้ไขความเข้าใจผิดนี้อีก”
เฝิงซู่ชิงขมวดคิ้ว นึกไม่ถึงเลยว่าในยามคับขันถึงชีวิตเช่นนี้ ฟู่หมิงเจายังมัวพะวงกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อีกหรือ?
ใบหน้านางฉายแววจนใจ “ฟู่หมิงเจา...”
