แต่เขาร้อนใจอยากพบหยุนหลวน จึงไม่มีแก่ใจจะถือสาเรื่องเล็กน้อยกับนาง
เขาสะบัดชายแขนเสื้อ ก่อนก้าวเข้าไปในหอสุราเป็นคนแรก
เสี่ยวมู่มองโจวชิงเหยียนอย่างเป็นห่วง ก่อนเอ่ยเตือนเสียงแผ่ว “คุณหนู เมื่อครู่ท่านไม่ควรหลบเลี่ยงกั๋วจ้างเช่นนั้น เขาดูจะขุ่นเคืองแล้ว”
โจวชิงเหยียนมองเสี่ยวมู่ด้วยแววตาขมขื่น จู่ ๆ นางก็เอ่ยขึ้นอย่างไร้ที่มาที่ไป “เสี่ยวมู่ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าไม่มีสิทธิ์รักใครสักคนหรือไม่”
เสี่ยวมู่ชะงัก นางไม่ค่อยเข้าใจความหมายของโจวชิงเหยียน
“คุณหนูพูดอะไรหรือ หรือว่าท่านมีใจให้บุรุษคนใดเข้าแล้ว?”
กล่าวจบ นางก็รีบยกมือปิดปากตนเอง
นางคว้าข้อมือโจวชิงเหยียนไว้ พลางเตือนด้วยเสียงสั่นเครือ “คุณหนู อย่าหาว่าบ่าวไม่เตือนท่าน ยามนี้ท่านเป็นบุตรบุญธรรมของกั๋วจ้าง ท่านควรรู้ดีว่าตนมีประโยชน์และคุณค่าเพียงใด ไม่ว่าอย่างไร ท่านก็ต้องเข้าวังและกลายเป็นสตรีของราชวงศ์”
“ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ท่านอย่าได้คิดสั้นไปแตะต้องความรักใคร่ที่ทำให้คนเป็นยิ่งกว่าตายเป็นอันขาด”
“ท่านคงไม่ลืมคำพูดที่หลินเหนียงเคยบอกพวกเราเรื่องบุรุษใจดำไร้สัตย์เหล่านั้นกระมัง? คุณหนู อย่าได้ข้องเกี่ยวกับความรัก มิฉะนั้นก็ไม่มีผู้ใดช่วยท่านได้”
เสี่ยวมู่ไม่อยากให้โจวชิงเหยียนหลงผิดชั่ววูบ จนก้าวสู่ทางที่หวนคืนไม่ได้
นับแต่กลายเป็นนายบ่าว ชะตาของพวกนางก็ผูกพันกันอย่างแนบแน่น
