หยุนเซิ่นเก็บจดหมายซ่อนไว้ ไม่ได้เปิดโปงตงเคอ และยิ่งไม่ได้ตำหนินาง
เขาทำราวกับว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น
ขอเพียงตงเคอไม่ก่อเรื่องกับเขาอีก และอยู่เคียงข้างเขาอย่างว่าง่าย ไม่ว่านางจะจริงใจหรือเสแสร้ง เขาก็ไม่ใส่ใจ
คนแปลกหน้ามากมายเข้ามาแทนที่คนเก่าในจวนแม่ทัพ ทั้งหลิวซื่อและตงเคอต่างไม่ล่วงรู้เรื่องนี้ พ่อบ้านโจวกลับค่อย ๆ สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ภายในใจเขากระวนกระวายยิ่งนัก...
เขาคิดว่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องกราบเรียนฮูหยินให้ทราบ
ดังนั้นเขาจึงคิดจะไปหาหลิวซื่อเพื่อรายงานเรื่องนี้ แต่ใครจะรู้ว่าหยุนเซิ่นกลับขวางทางเขาไว้กลางทาง
พ่อบ้านโจวมองหยุนเซิ่นซึ่งแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบไปทั่วร่าง ขาทั้งสองของเขาสั่นระริก ก่อนจะทรุดคุกเข่าลงกับพื้นอย่างควบคุมไม่ได้
“ทะ...คุณชายใหญ่”
หยุนเซิ่นสวมอาภรณ์ยาวสีขาวนวล แสงจันทร์ทอดเงาของเขาให้ยาวเหยียด
เขามองพ่อบ้านโจวจากเบื้องสูง พลางแย้มยิ้มบางเบา
“พ่อบ้านโจวกำลังจะไปที่ใดหรือ?”
พ่อบ้านโจวแทบไม่กล้าเงยหน้า เขาตอบเสียงสั่นแผ่วเบา “บ่า...บ่าวชรามีเรื่อง อยากกราบเรียนฮูหยิน”
หยุนเซิ่นเลิกคิ้ว หัวเราะแผ่วเบา “โอ้? มีเรื่องใดจะกราบเรียนท่านแม่หรือ? ข้ากำลังจะไปเยี่ยมท่านแม่พอดี มิสู้ให้ข้าช่วยนำความไปบอกแทนพ่อบ้านโจวเล่า?”
ใบหน้าพ่อบ้านโจวซีดเผือด
เขาก้มหน้า ไม่เอ่ยคำใด
หยุนเซิ่นค่อย ๆ ย่อตัวลง ยกมือแตะไหล่พ่อบ้านโจวเบา ๆ “พ่อบ้านโจว หากพูดกันตามจริง ท่านก็นับเป็นคนเก่าแก่ของจวนแม่ทัพมานานหลายปี ท่านทำงานหนักและซื่อสัตย์ต่อตระกูลหยุนมาตลอด ความทุ่มเทของท่าน พวกเราล้วนเห็นอยู่ในสายตา ก่อนหน้านี้ท่านแม่ยังกล่าวว่า พ่อบ้านโจวอายุมากแล้ว ควรลงจากตำแหน่งไปพักผ่อนใช้ชีวิตบั้นปลายได้แล้ว”
