เขากล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ไม่คิดฟังคำตอบใดจากฮูหยินฟู่แม้แต่น้อย ก่อนตะโกนไปทางด้านนอกว่า “ใครก็ได้ ส่งฮูหยินฟู่กับคุณหนูฟู่ออกไป หากไม่มีคำสั่งจากข้า ไม่ว่าคนหรือสุนัขของตระกูลฟู่ก็ห้ามย่างกรายเข้ามาในตระกูลเฝิงแม้แต่ครึ่งก้าว”
สีหน้าฮูหยินฟู่ย่ำแย่ถึงขีดสุด
เจ้าสารเลวนี่ ถึงกับเอาพวกนางไปเปรียบกับสุนัขอย่างนั้นหรือ?
นี่เขาคิดจะตัดขาดกับตระกูลฟู่โดยสิ้นเชิงแล้วหรือ?
เฝิงอวี้ไม่เหลือหน้าตาให้ตระกูลฟู่แม้แต่น้อย
น่าโมโหจนแทบสิ้นสติ!
ฟู่จืออวี้ไม่คิดว่าเฝิงอวี้จะต่อต้านถึงเพียงนี้ นางขมวดคิ้ว ไม่อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลตึงเครียดจนเกินไป
นางคิดจะกล่าววาจาอ่อนโยนสักสองสามคำ หวังคลี่คลายบรรยากาศอันตึงเครียดระหว่างกัน
“ท่านอาเขย… อย่างไรพวกเราก็เป็นญาติกัน เป็นคนครอบครัวเดียวกัน มีเรื่องใดพวกเราค่อยหารือกันดี ๆ เถิด…”
ใครจะรู้ว่าเฝิงอวี้ยกมือผลักนางออกไป “ไสหัวไป ข้าไม่ข้องเกี่ยวกับสัตว์เดรัจฉานที่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง…”
เขาจากไปด้วยโทสะเต็มอก ก้าวฉับ ๆ อย่างรวดเร็ว
ฟู่จืออวี้ถูกผลักจนเซถอยหลัง เกือบล้มลงกับพื้น
ฮูหยินฟู่รีบเข้าไปประคองแขนของนางไว้
“อวี้เอ๋อร์ เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ใบหน้าฟู่จืออวี้ซีดขาว นางมองแผ่นหลังของเฝิงอวี้ที่เดินจากไปอย่างขุ่นเคือง “สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้เฝิงอวี้เสียใจกับสิ่งที่ทำกับพวกเราในวันนี้”
“ถึงอย่างไรเฝิงซู่ชิงก็ไม่คิดแต่งงาน นางกลายเป็นหญิงแก่ขึ้นคานไปแล้ว ยังจะมีใครยอมแต่งกับนางอีก? ให้นางแต่งงานกับพี่ชายข้าโดยพิธีสมรสกับศพ ก็ถือว่ามอบที่ลงหลักปักฐานให้นางแล้ว พวกเราหวังดีแท้ ๆ ใครจะคิดว่าเขาจะไม่รู้จักแยกแยะเช่นนี้”
