“หากพระสนมเต๋อเฟยจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ก็ขอพระนางโปรดกราบทูลฝ่าบาท ให้ฝ่าบาททรงจัดการเถิด เพคะ นายหญิงของบ่าวตายอย่างไม่เป็นธรรม… ตายอย่างน่าเวทนาเหลือเกิน ต่อให้บ่าวต้องสละชีวิต ก็ไม่อาจปล่อยให้นายหญิงต้องตายอย่างอยุติธรรมเช่นนี้ได้ เพคะ”
พระสนมเต๋อเฟยขมวดคิ้ว น้ำเสียงนี้ฟังแล้วชวนให้รู้สึกผิดปกติ
นางกำนัลผู้นี้หมายความว่าอย่างไร ราวกับกำลังกล่าวว่าการตายของโจวกุ้ยผินเกี่ยวข้องกับฮองเฮาอย่างนั้นหรือ?
พระสนมเต๋อเฟยอดมองไปทางฮองเฮาไม่ได้
ลี่กุ้ยผินและคนอื่น ๆ ต่างตกตะลึง
แววตาที่พวกนางมองฮองเฮาเจือความหวาดหวั่นขึ้นหลายส่วน
ผู้ที่ขวัญอ่อนยิ่งถอยหลังไปสองก้าว ไม่กล้าแม้แต่จะมองฮองเฮา
ลี่กุ้ยผินกำผ้าเช็ดหน้า เขย่งปลายเท้าชะโงกมองไปทางข้างเตียง “ช่างน่าเวทนานัก… โจวกุ้ยผินเหตุใดจึงจากไปเช่นนี้?”
“ผิงเอ๋อร์… เมื่อวานโจวกุ้ยผินยังสบายดีมิใช่หรือ? อาการหวัดของนางหายดีนานแล้ว เดิมทีคิดว่าวันนี้ฝ่าบาทจะเรียกนางไปถวายงาน เหตุใดจู่ ๆ จึงเกิดเรื่องขึ้นได้?”
นางกำนัลที่คอยรับใช้โจวกุ้ยผินมีชื่อว่าผิงเอ๋อร์
ลี่กุ้ยผินกับโจวกุ้ยผินไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง ในช่วงหลายวันนี้ ลี่กุ้ยผินมักแวะมานั่งเล่นที่นี่ เมื่อวานนางยังพูดคุยกับโจวกุ้ยผินอยู่เลย
ไม่คาดคิดว่าวันนี้จะต้องพรากจากกันชั่วนิรันดร์
ดวงตาของลี่กุ้ยผินแดงเรื่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อผิงเอ๋อร์เห็นลี่กุ้ยผิน ก็ราวกับได้พบหลักพึ่งพิง นางรีบคลานเข้าไปหา
“พระสนมลี่ บ่าวรู้ว่าพระนางสนิทสนมกับนายหญิงของบ่าวมาแต่ไหนแต่ไร พระนางเป็นคนดี ย่อมไม่ทอดพระเนตรดูนายหญิงของบ่าวต้องตายอย่างน่าเวทนา ใช่หรือไม่เพคะ?”
