เฝิงซู่ชิงจัดการทุกอย่างเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว นางพยักหน้าให้ทิงอวี่ช้า ๆ “วางใจเถิด ข้าจะดูแลตนเองให้ดี มีนักธนูคอยคุ้มกันอยู่ในที่ลับ ไม่น่าจะเกิดเรื่องอันใด”
กล่าวจบ นางก็หมุนกายจากไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทันทีที่ก้าวออกจากห้อง หิมะเย็นเยียบด้านนอกก็พัดโถมใส่ใบหน้า
เฝิงซู่ชิงกำหมัด สูดลมหายใจลึก
แววตาของนางสงบนิ่งยิ่ง ค่อย ๆ ข่มอารมณ์อันสับสนทั้งหลายลง
นางก้าวออกไป เหยียบย่ำหิมะที่ทับถม มุ่งหน้าไปด้านนอกท่ามกลางลมหนาวและหิมะอย่างไม่ลังเล
เพื่อป้องกันมิให้ฟู่หมิงเจาลอบเข้าจวน เฝิงอวี้จึงส่งคนไปเฝ้าประตูหน้าและประตูหลังแยกกัน
เมื่อเห็นว่ามีคนอยู่ที่ประตูหลัง เฝิงซู่ชิงจึงจำต้องล้มเลิกแผนใช้ทางนั้น แล้วเลือกออกทางประตูหน้าแทน เพื่อมิให้ผู้ใดล่วงรู้ร่องรอยของนาง
นางสวมหมวกสาน สะพายตะกร้าไม้ไผ่ เดินไปถึงหน้าประตู
องครักษ์เห็นเฝิงซู่ชิงก็ยื่นมือขวางทันที “ผู้ใด จะไปที่ใด”
เฝิงซู่ชิงล้วงป้ายบัญชาออกจากอกเสื้อ ยื่นให้องครักษ์ แล้วกดเสียงให้ต่ำลง “ข้าน้อยเป็นบ่าวรับใช้ข้างกายคุณหนู คุณหนูจู่ ๆ ก็อยากกินขนมจากร้านขนมทางใต้ของเมือง จึงสั่งให้ข้าน้อยออกไปซื้อ”
องครักษ์มองป้ายบัญชาแล้วเห็นว่าเป็นของคุณหนูจริง
เขาจึงมิได้ซักถามต่อ และยอมหลีกทางให้ทันที
เฝิงซู่ชิงผ่อนลมหายใจเบา ๆ... นางก้าวออกจากประตูใหญ่ เดินไปได้ไม่ไกลก็เห็นฟู่หมิงเจาคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างกายปกคลุมด้วยหิมะจนแทบประคองตัวไม่อยู่
เพียงได้ยินผู้อื่นเล่า นางก็ยังรู้สึกยากจะเชื่อ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภาพที่ได้เห็นกับตาว่าฟู่หมิงเจาถูกหิมะปกคลุมทั้งร่าง คุกเข่าอยู่บนพื้น
หัวใจของนางพลันสั่นไหวอย่างหนัก
