“เจ้าต้องการสิ่งใด มิสู้พวกเรามานั่งลงสนทนากันดี ๆ เล่า? นายเหนือหัวที่อยู่เบื้องหลังข้าคือฝ่าบาทแห่งแคว้นเหลียง เจ้าจับองค์หญิงของพวกเรา ก็เพราะต้องการใช้องค์หญิงมาเจรจาต่อรองกับพวกเรามิใช่หรือ? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็อย่าได้ตั้งท่าประจันหน้ากันจนตึงเครียด ถึงขั้นใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกันอีกเลย วางดาบกระบี่ในมือของแต่ละฝ่ายลง แล้วสนทนากันอย่างสงบเถิด ดีหรือไม่?”
องค์หญิงหนีหวงได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
นางคว้าชายแขนเสื้อของหวงชิวเหลียนไว้แน่น ก่อนเอ่ยตำหนิเสียงต่ำ “หวงชิวเหลียน เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดสิ่งใด? จะสนทนากับเขาอย่างสงบหรือ? อย่างไร เห็นทีจะหนีไม่พ้นแล้ว จึงคิดผลักข้าออกไปเป็นโล่กำบังให้เจ้าหรือ?”
หวงชิวเหลียนเหลือบมององค์หญิงหนีหวงอย่างมีนัย “องค์หญิง ข้าน้อยเพียงใช้แผนรับมือเฉพาะหน้าเท่านั้น สถานการณ์ยามนี้ไม่เป็นผลดีต่อพวกเราอย่างยิ่ง ประตูเมืองถูกปิดตาย พวกเราไม่มีทางหนีออกไปได้เลย”
“ช้าหรือเร็วพวกเราก็ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเซียวถิงเยี่ยน แทนที่จะตกเป็นฝ่ายตั้งรับ มิสู้เป็นฝ่ายเสนอขอสงบศึกกับเขาก่อน ด้วยความคิดอ่านของเซียวถิงเยี่ยน เขาย่อมไม่ลงมือกับองค์หญิงแน่ คุณค่าขององค์หญิงสูงส่งเพียงนี้ เขาย่อมไม่สังหารท่าน แต่จะเก็บท่านไว้ใช้เจรจากับฝ่าบาท”
ใบหน้าขององค์หญิงหนีหวงซีดเผือด นางหันมาปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด “ไม่ ข้าไม่เห็นด้วย ข้าไม่ยอมกลับไปอยู่ในมือเซียวถิงเยี่ยนอีก เขากับหยุนเซิ่นเป็นพวกเดียวกัน… คนอย่างหยุนเซิ่นนั่นมันเดรัจฉานชัด ๆ เจ้าไม่รู้หรอกว่าเขาทรมานข้าสาหัสเพียงใด”
