เหลียงอวี่หวงเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่หนึ่งแดงก่ำ “เรื่องของพระบิดา พวกท่านคงได้ยินกันแล้ว เซียวไต้ชั่วร้ายถึงที่สุด ถึงกับกล้าลอบวางพิษกู่ใส่พระบิดา หมายควบคุมญาณของพระองค์ และคิดยึดกุมอำนาจราชสำนักทั่วทั้งแคว้นเหลียง”
“โชคดีที่หนีหวงรู้ผิดชอบชั่วดี คอยขัดขวางการกระทำชั่วของเซียวไต้ได้ทันท่วงที ใครจะรู้ว่าเซียวไต้กลับเสียสติ ลงมือสังหารพระบิดาอีกครั้ง หนีหวงสละชีวิตเพื่อปกป้องพระบิดา จนถูกเซียวไต้สังหาร...ส่วนพระบิดาบัดนี้ก็ทรงประชวรหนัก บรรทมไม่ได้สติ”
ท่านกั๋วกงเมิ่งไหนเลยจะไม่เข้าใจความหมายของเหลียงอวี่หวง เขาจึงรับคำทันที “เซียวไต้มีความผิดร้ายแรง สมควรประหาร เพื่อใช้เป็นเยี่ยงอย่าง ควรประหารตระกูลเซียวทั้งเก้าชั่วโคตร ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คน”
เหล่าขุนนางอย่างเฝิงอวี้ต่างพากันคล้อยตาม “ท่านกั๋วกงเมิ่งกล่าวถูกต้องแล้ว จะผ่อนปรนให้ตระกูลเซียวไม่ได้ มิฉะนั้นภายหน้าหากผู้คนพากันเอาอย่าง แคว้นเหลียงของเรามิกลายเป็นบ้านเมืองไร้ระเบียบหรือ”
“ถูกต้อง การสังหารฮ่องเต้เป็นความผิดมหันต์ที่ต้องประหารเก้าชั่วโคตร จะปรานีเซียวไต้ไม่ได้ จะปล่อยตระกูลเซียวให้รอดพ้นไปก็ไม่ได้”
“บัดนี้ฝ่าบาททรงหมดสติ ไม่อาจจัดการราชกิจได้ ในเมื่อองค์รัชทายาทได้รับการอภัยโทษจากฝ่าบาทแล้ว ก็แสดงว่าฝ่าบาททรงคืนตำแหน่งรัชทายาทให้องค์รัชทายาทแล้ว บ้านเมืองจะขาดผู้ปกครองแม้วันเดียวมิได้ กระหม่อมบังอาจทูลขอให้องค์รัชทายาททรงบริหารราชกิจ ประคับประคองราชสำนักแคว้นเหลียงให้มั่นคง”
เมื่อถ้อยคำนี้ดังขึ้น ขุนนางคนอื่น ๆ ต่างพากันคุกเข่าลงตามเฝิงอวี้
