คนทั้งตระกูลฟู่ต่างสวมอาภรณ์แพรต่วนอันสง่างาม แต่งกายอย่างพิถีพิถัน แล้วมายืนรออยู่ในลานเรือนตั้งแต่เช้าตรู่...ทุกคนต่างชะเง้อคอ มองไปยังปากประตูเรือนอย่างใจจดใจจ่อ
ทว่ารอแล้วรอเล่า จนขาทั้งสองข้างที่ยืนอยู่เริ่มปวดเมื่อย ก็ยังไม่เห็นเงาขันทีแม้สักคน
แววหงุดหงิดค่อย ๆ ปรากฏในดวงตาของฟู่เหวินเซิง
เขาเหลือบมองฟู่จืออวี้อย่างเฉยชา
ใบหน้าของฟู่จืออวี้ซีดลงเล็กน้อย นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ไม่กล้ามองฟู่เหวินเซิงแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปสองชั่วยาม เถาหงออกไปสืบข่าวด้านนอกหลายครั้ง
แต่เถาหงออกไปหลายหน เดินวนตามตรอกซอกซอยหลายแห่ง อย่าว่าแต่จะเห็นขันทีเลย แม้แต่เงาคนสักคนก็ยังไม่พบ
ในใจฟู่จืออวี้เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
หรือข่าวจากในวังที่ว่านางจะได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนม จะเป็นเรื่องเท็จ?
ฮูหยินฟู่เองก็ร้อนใจดุจไฟสุมอก
บัดนี้อำนาจจัดการเรื่องในจวนของนางถูกฟู่เหวินเซิงยึดไป มอบให้อนุสามแล้ว หากมิได้หวังให้บุตรสาวได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมและชิงอำนาจดูแลจวนคืนมา นางยังจะหวังพึ่งสิ่งใดได้อีก?
กล่าวได้ว่านางฝากความหวังทั้งหมดไว้กับฟู่จืออวี้
นางถึงกับร้อนใจยิ่งกว่าฟู่จืออวี้เสียอีก
ฮูหยินฟู่ดึงแขนเสื้อฟู่จืออวี้เบา ๆ แล้วถามเสียงแผ่วว่า “อวี้เอ๋อร์ ป่านนี้แล้ว เหตุใดคนจากวังยังไม่มาอีก?”
ฟู่จืออวี้มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ นางอดตอบกลับไม่ได้ว่า “ถามข้าแล้วข้าจะไปถามผู้ใดเล่า? มิใช่ท่านให้คนไปสืบมาหรือว่าวันนี้จะมีพระราชโองการแต่งตั้งพระสนม?”
ฮูหยินฟู่ขมวดคิ้ว นางอดตำหนิไม่ได้ว่า “ข้าจะเป็นคนให้ไปสืบได้อย่างไร มีคนปล่อยข่าวออกมาเองต่างหาก นั่นเป็นข่าวจากในวัง จะเป็นเท็จได้อย่างไร?”
