“เจ้าเองก็อยากให้ธิดาของพวกเราได้เป็นจักรพรรดินีแห่งแคว้นเหลียงมิใช่หรือ? ในฐานะมารดา ข้ายังไม่เคยเป็นจักรพรรดิมาก่อน ย่อมต้องให้ข้าขึ้นนั่งบัลลังก์นี้ก่อน ถึงจะส่งต่อให้ธิดาของพวกเราได้อย่างสมเหตุสมผลมิใช่หรือ?”
เหลียงเหวินคังรู้สึกราวกับคลื่นยักษ์โหมซัดอยู่ในใจ
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเซียวไต้จะมีความทะเยอทะยานถึงเพียงนี้
นางคิดจะเป็นจักรพรรดินีแห่งแคว้นเหลียงอย่างนั้นหรือ?
หรือว่าตลอดหลายปีมานี้ นางคิดจะชิงบัลลังก์ของเขาอยู่เสมอ?
เขายังไม่ทันได้เอ่ยถามข้อสงสัยเหล่านั้น สติสัมปชัญญะก็พร่าเลือน ก่อนจมดิ่งสู่ความมืดมิดโดยสิ้นเชิง
เมื่อเห็นเหลียงเหวินคังหมดสติไป เซียวไต้ก็ผ่อนลมหายใจเบา ๆ
โชคดีที่เมื่อครู่นางตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดและเลือกทางที่ถูกต้องที่สุดทันเวลา หาไม่หากช้ากว่านี้อีกก้าว เกรงว่านางคงจบสิ้นแล้ว
นางจัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่
จากนั้นจึงเปิดประตูตำหนัก แล้วร้องเรียกเหล่าข้าหลวงด้านนอกว่า “ใครก็ได้ จงไปเชิญองค์หญิงใหญ่เข้ามา แล้วเชิญหมอหลวงมาด้วย ฝ่าบาททรงกระแทกท้ายทอยเข้าอย่างไม่ระวัง หวังว่าพระองค์จะปลอดภัย”
เพราะอยู่ห่างกัน นางจึงไม่กังวลว่าจะมีผู้ใดได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นภายในตำหนักเมื่อครู่
อีกทั้งนางยังคิดไว้แล้วว่า เมื่อควบคุมทุกสิ่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ ก็จะกำจัดคนในตำหนักเฟิ่งอี๋ให้สิ้นซาก
เหล่าข้าหลวงขานรับ ก่อนเร่งไปเชิญองค์หญิงใหญ่กับหมอหลวง
เหลียงหนีหวงมาถึงเร็วที่สุด
