เหล่าพระสนมต่างพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”
“หม่อมฉันไม่รู้อะไรทั้งสิ้นเพคะ...”
“ใช่เพคะ หม่อมฉันรู้เพียงว่าลี่กุ้ยผินจิตใจชั่วร้าย วางยาพิษโจวกุ้ยผิน แล้วยังคิดใส่ร้ายฮองเฮาเพคะ นอกเหนือจากนี้ หม่อมฉันไม่รู้อะไรอีกแล้ว”
เฝิงซู่ชิงยกมุมปากขึ้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้า
ทุกคนล้วนเป็นคนฉลาด บางเรื่องเพียงเอ่ยเตือนพอเป็นนัย พวกนางย่อมเข้าใจดีกว่าผู้ใด
หากยังมีคนไม่รู้จักกาลเทศะ ดึงดันเดินเข้าสู่ทางตายด้วยตนเอง เช่นนั้นก็อย่าได้โทษผู้ใด
นี่เป็นครั้งแรกที่เฝิงซู่ชิงเผยอีกด้านหนึ่งต่อหน้าผู้คน นอกจากความอ่อนโยนและใจกว้างแล้ว นางยังมีด้านเย็นชาไร้ปรานีด้วย
นางหุบยิ้มลง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็ถอยออกไปเถิด”
“จงกำชับคนในวังให้ดี อย่าก่อเรื่องสร้างความเดือดร้อนให้ฝ่าบาททรงรังเกียจอีก หากทำให้ฝ่าบาทกริ้วขึ้นมา เปิ่นกงก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้”
เหล่าพระสนมรับคำด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยอะไรอีกแม้แต่คำเดียว เสียงร้องโหยหวนวิงวอนของลี่กุ้ยผินเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ข้างหู
เหล่าพระสนมทยอยถอยออกไปอย่างระมัดระวัง
เต๋อเฟยเป็นคนสุดท้ายที่จากไป
นางเงยหน้ามองเฝิงซู่ชิง คล้ายอยากเอ่ยแต่ก็ลังเล “เหนียงเหนียง...ฝ่าบาทพระองค์...”
แววตาเฝิงซู่ชิงฉายประกายเตือน “เต๋อเฟย ระวังคำพูด...ฝ่าบาททรงประสงค์จะทำสิ่งใด ย่อมมีเหตุผลของพระองค์ ไม่ว่าเมื่อใด ก็ไม่ถึงคราวที่พวกเราซึ่งเป็นพระสนมจะไปตั้งข้อสงสัยในการกระทำของฝ่าบาท”
