นางยื่นมือหยิกต้นขาตนเองแรงๆ จากนั้นก็แสร้งทำท่าตื่นตระหนก รีบวิ่งไปยังหอทรงพระอักษร
“ฝ่าบาท... พระสนมของพวกเราน้ำคร่ำแตกแล้ว หมอหลวงกล่าวว่าพระสนมใกล้จะคลอดแล้ว... ทว่าเหลืออีกหลายวันกว่าจะถึงกำหนดคลอด เกรงว่าจะเกิดอันตราย พระสนมของหม่อมฉันหวาดกลัวและไม่รู้สึกปลอดภัย ขอฝ่าบาทเสด็จไปตำหนักกวนจวีโดยเร็ว เพื่อทอดพระเนตรพระสนมด้วยเถิดเพคะ”
องครักษ์หน้าหอทรงพระอักษรขวางนางไว้
นางจึงได้แต่คุกเข่าลง ร้องคร่ำครวญเข้าไปด้านในหอทรงพระอักษร
เหลียงอวี่หวงเพิ่งหยิบพู่กันขึ้นมาเตรียมตรวจฎีกา ก็ได้ยินเสียงร้องไห้แหลมสูงดังลั่น
คิ้วของเขาขมวดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความรำคาญ
ครู่ต่อมา เฉิงซื่อก็ก้าวเข้ามา รายงานสถานการณ์ด้านนอกอย่างระมัดระวัง
เหลียงอวี่หวงชะงักไป “ซูกุ้ยเหรินจะคลอดแล้วหรือ?”
เฉิงซื่อพยักหน้า “มีหมอหลวงอยู่ที่ตำหนักกวนจวีแล้วพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนอาการของพระสนมจะไม่สู้ดีจริงๆ”
เหลียงอวี่หวงเป็นคนจิตใจอ่อนโยนและมีเมตตามาแต่ไหนแต่ไร แม้เขาจะไม่ชอบสือชิงเหยียนนัก แต่นางก็อุ้มครรภ์ลูกของเขาอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนี้ยังเป็นลูกคนแรกของเขา
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เขาก็ควรไปดูสักหน่อย
เหลียงอวี่หวงนวดหว่างคิ้ว ก่อนวางพู่กันแล้วลุกขึ้นทันที “เตรียมเสด็จไปตำหนักกวนจวี... ต้องให้ซูกุ้ยเหรินกับลูกปลอดภัยทั้งแม่และลูก”
เฉิงซื่อรับคำทันที
เหลียนซินคุกเข่าร้องไห้อยู่หน้าประตู นางคิดว่าคงต้องอ้อนวอนอีกหลายคำกว่าฝ่าบาทจะเสด็จไปหาซูกุ้ยเหริน ใครจะรู้ว่าครู่ถัดมา นางกลับเห็นเหลียงอวี่หวงเดินออกมาจากหอทรงพระอักษร
