ความหมายแฝงก็คือ ต่อจากนี้หยุนหลวนยังคงจำต้องติดต่อกับเหลียงอวี่หวง
เซียวถิงเยี่ยนย่อมเข้าใจเหตุผลข้อนี้เช่นกัน
แม้ในใจเขาจะขุ่นข้องยิ่งนัก ทว่ากลับคัดค้านไม่ได้
แต่สุดท้ายก็อดถามด้วยน้ำเสียงเจือความหึงหวงไม่ได้ว่า “เหลียงอวี่หวงเป็นคนเช่นไร? หากเทียบกับเปิ่นหวังแล้วเป็นอย่างไร?”
หยุนหลวนย่อมไม่มีทางกล่าวชมเหลียงอวี่หวง
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจนางยังรู้สึกว่าบุรุษในใต้หล้าไม่มีผู้ใดโดดเด่นไปกว่าเซียวถิงเยี่ยน
ไม่ว่าจะรูปโฉม นิสัยใจคอ หรือความจริงใจที่เขามีต่อนาง
ดังนั้นหยุนหลวนจึงเอ่ยประจบเซียวถิงเยี่ยนอย่างไม่หวงคำชม “เหลียงอวี่หวงจะมาเทียบกับอาเยี่ยนได้อย่างไร... รูปโฉมก็สู้ท่านไม่ได้ รูปร่างยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ความสามารถกับนิสัยใจคอก็เช่นกัน ต่อให้ควบม้าตามอย่างสุดกำลัง ก็ยังไล่ตามท่านไม่ทัน”
“เหลียงอวี่หวงหวั่นไหวต่อข้า นั่นเป็นเรื่องของเขา เขาเองก็รู้ว่าคู่หมั้นของข้าคือท่าน อาเยี่ยน ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ท่านต้องเชื่อข้า... มีท่านก็เพียงพอแล้ว บุรุษอื่น ข้าไม่แม้แต่จะชายตามอง”
ความอึมครึมในใจเซียวถิงเยี่ยนพลันคลี่คลายลงหลายส่วน
เขาอดยิ้มไม่ได้ “พอเถิด เปิ่นหวังให้อภัยเจ้าแล้ว แต่เมื่อพวกเราไปถึงแคว้นเหลียงและต้องติดต่อกับเหลียงอวี่หวง เจ้าต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะสม”
“บัดนี้เจ้าเป็นสตรีมีสามีแล้ว ต้องรักษาคุณธรรมของสตรี หากไม่เช่นนั้น เปิ่นหวังจะจัดการเจ้าให้สาสม!”
หยุนหลวนชูนิ้วขึ้นหลายครั้ง ตั้งใจจะสาบานเพื่อแสดงความจริงใจ
“อาเยี่ยนวางใจเถิด ข้าจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจว่าตนเป็นสตรีมีสามีแล้ว... หากข้าทรยศต่อท่าน ข้าก็...”
