“การสังหารชาวเมืองเย่ ประการแรกก็เพื่อยึดเสบียงในคลังหลวงของเมืองเย่ ประการที่สองก็เพื่อข่มขวัญและเตือนชาวหนันฉูกับเหล่าทหาร”
องค์หญิงหนีหวงหรี่ตาลง ไม่รู้ว่านึกถึงสิ่งใด จึงยกมุมปากขึ้นพลางหัวเราะเบา ๆ
“พระบิดาทรงสุขุมรอบคอบดังที่คิด ข้าเทียบพระบิดาไม่ติดจริง ๆ”
“ช่างเถิด ในเมื่อเป็นพระบัญชาของพระบิดา ข้าก็จะไม่ซักถามอีก ทว่าวันนี้ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็ต้องยึดเมืองจวินให้ได้ ข้าได้ยินมาว่าหยุนหลวนอยู่ในเมืองจวินแห่งนี้...”
สิ้นเสียงนาง รองแม่ทัพคนหนึ่งก็รีบร้อนวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แล้วรายงานเสียงเบาว่า “องค์หญิง เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ประตูเมืองจวินเปิดออก หยุนหลวนนำทหารห้าหมื่นนายออกมาสู้รบกับกองทัพของพวกเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเขาฮึกเหิมดุดัน บุกตะลุยราวกับหักไม้ไผ่ สังหารทหารของพวกเราไปไม่น้อย บัดนี้แรงบุกของพวกเราถูกลดทอนไปมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าขององค์หญิงหนีหวงแปรเปลี่ยน นางลุกจากตั่งอย่างเร่งร้อน เดินไปยังที่สูงแล้วทอดสายตามองไปไกล
นางเห็นเลือนรางว่ามีร่างเพรียวบางผู้หนึ่งสวมเกราะสีเงิน มัดผมหางม้าสูง กำลังฟาดฟันทหารแคว้นเหลียงราวกับหั่นผัก
“คนผู้นั้นใช่หยุนหลวนหรือไม่?”
รองแม่ทัพมองไปตามทิศที่องค์หญิงหนีหวงชี้ แล้วรีบพยักหน้าตอบ “ใช่พ่ะย่ะค่ะ เป็นนาง วรยุทธ์ของนางสูงส่งยิ่ง อีกทั้งยังฮึกเหิมดุดัน ไม่มีผู้ใดเป็นคู่มือของนางได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ด้านหลังนางยังมีทหารห้าหมื่นนาย แต่ละคนราวกับคลุ้มคลั่ง ทั้งดุดันและเข่นฆ่าผู้คนไม่ต่างจากเครื่องจักรสังหาร พวกเขาไม่หยุดพักแม้แต่น้อย ดูท่าจะบุกมาทางที่ประทับขององค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”
