เฝิงซู่ชิงหลุบตาลง ซ่อนอารมณ์ส่วนเกินของตนไว้ ก่อนตอบกลับอย่างนอบน้อมว่า “เพคะ หม่อมฉันจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ... เรื่องในครานี้ หม่อมฉันเองก็มีส่วนต้องรับผิด... ขอฝ่าบาททรงลงโทษด้วยเพคะ”
เหลียงอวี่หวงค่อย ๆ ลุกขึ้น แล้วก้าวไปหยุดตรงหน้าเฝิงซู่ชิง ก่อนประคองนางให้ลุกขึ้น “เจ้าและเราเพิ่งอภิเษกกันได้เพียงสามวัน... เจิ้นเข้าใจว่าเจ้ายังไม่มีเวลาสะสางเรื่องในวังหลัง เรื่องครานี้เจิ้นจะไม่เอาความเจ้า”
“แต่หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก เจิ้นจะไม่ละเว้นเป็นอันขาด”
เฝิงซู่ชิงขานรับเสียงแผ่ว “เพคะ หม่อมฉันจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก”
เหลียงอวี่หวงหมดอารมณ์จะประทับค้างคืนที่ตำหนักหย่งฝู เขาจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
ทิงอวี่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แววตาเต็มไปด้วยความสงสาร มองเฝิงซู่ชิง “ฮองเฮา ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ”
ผู้บริสุทธิ์ที่สุดในเรื่องนี้ก็คือคุณหนูของนาง
ครึ่งคืนแรกนางคอยดูแลฝ่าบาท ไม่ได้พักผ่อนเลยสักนิด กว่าจะได้หายใจหายคอ เรื่องวุ่นวายทางตำหนักซูกุ้ยเหรินก็เกิดขึ้นอีก ครั้นจัดการเรื่องทางนั้นเสร็จ พวกนางกลับมาถึงก็พบว่าฟู่จืออวี้ลอบขึ้นเตียงมังกร
ฟู่จืออวี้ลอบขึ้นเตียงมังกร แล้วเกี่ยวอะไรกับคุณหนูของนางด้วยเล่า แต่ฝ่าบาทกลับโยนความผิดทั้งหมดให้คุณหนู
ทิงอวี่เบ้ปาก อดเช็ดน้ำตาไม่ได้
เฝิงซู่ชิงพยายามข่มความแสบร้อนที่ปลายจมูก นางเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ ให้ทิงอวี่
“เปิ่นกงไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง”
“เอาละ ยามนี้ไม่ใช่เวลามาน้อยใจ ทิงอวี่ จงออกคำสั่งเดี๋ยวนี้ ให้ข้ารับใช้ในตำหนักหย่งฝูไปรวมตัวกันด้านนอก วันนี้เปิ่นกงจะเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อถวายคำชี้แจงแก่ฝ่าบาท”
