ทันใดนั้น หมอเทวดาหลู่ก็แหวกฝูงชนก้าวออกมา
เขาคว้าแขนซือหลี่ไว้ “อย่าเตะอีก หากเตะต่อไปเขาต้องตายแน่”
เมื่อได้ยินเสียงหมอเทวดาหลู่ ซือหลี่จึงได้สติกลับมา เขามองหมอเทวดาหลู่ด้วยดวงตาแดงก่ำ “ท่านหมอหลู่ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่? ยามดึกน้ำค้างแรงเช่นนี้ ท่านต้องดูแลสุขภาพให้ดี มีเรื่องอันใดก็สั่งข้าได้ ข้าจะจัดการให้ท่านพึงพอใจเป็นแน่”
หมอเทวดาหลู่ยกมุมปาก ก่อนยิ้มบาง ๆ ให้ซือหลี่
“ไม่ต้องห่วงสุขภาพข้าหรอก ข้าเป็นหมอ ย่อมรู้ดีว่าร่างกายตนเป็นเช่นไร วางใจเถิด ในระยะเวลาอันใกล้นี้ข้ายังไม่ตายหรอก... ข้ายังต้องแก้แค้นให้หวังคุน ทั้งยังต้องทำงานให้องค์อ๋อง”
กล่าวจบ เขาก็ค่อย ๆ ย่อตัวลง รอยยิ้มเลือนหายจากมุมปาก ก่อนทอดสายตามองใบหน้าของตวนอ๋องที่เปื้อนเลือดอย่างเงียบงัน
“ใครเป็นคนคิดแผนลงมือกับหวังคุน?”
ตวนอ๋องเงยหน้าขึ้นอย่างอ่อนแรง เอ่ยเสียงสั่น “มะ...ไม่ใช่ข้า เป็น...เป็นฉู่หยิง เขาเป็นคนคิดแผน”
“เขาบอกว่า การลงมือกับคนข้างกายเสด็จอาเท่านั้นจึงจะทำให้ท่านเสียสมาธิ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกท่านร้าวฉาน จากนั้นจึงฉวยโอกาสยามที่ท่านเผลอ ข้า...ข้าทำตามคำสั่งเขาทุกอย่าง เรื่องทั้งหมดเขาบังคับให้ข้าทำ ข้า...ข้าเองก็จนใจ”
หมอเทวดาหลู่ยกมุมปาก ยิ้มเยาะ
“จนใจอย่างนั้นหรือ? หึ ช่างเป็นคำแก้ตัวที่ดีเสียจริง แล้วตอนเจ้าลงมือสังหารเฟิงไห่ ก็ถูกบังคับจนไร้ทางเลือกเช่นกันหรือ? หากเจ้าไม่อยากลงมือ ฉู่หยิงจะเอาดาบจ่อคอ บังคับให้เจ้าไปฆ่าคนได้หรือไร?”
