เหลียงอวี่หวงหลุบตาลง ฟังคำพูดของเฝิงซู่ชิงอย่างใจลอย
เขาเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ อีกครั้งว่า “ขอบใจ เจ้าเหนื่อยแล้ว”
เฝิงซู่ชิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนประคองเหลียงอวี่หวงกลับตำหนักหย่งฝู
นางให้ทิงอวี่ไปต้มซุปสร่างเมา ส่วนนางลงมือปรนนิบัติเหลียงอวี่หวงถอดอาภรณ์ด้วยตนเอง
ตลอดทางเหลียงอวี่หวงเงียบสงบและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เฝิงซู่ชิงประคองเขาขึ้นเตียง เขาค่อย ๆ หลับตาลง ก่อนกล่าวขอบคุณนางอย่างสุภาพอีกครั้ง
อารมณ์ของเขาดูหดหู่ยิ่งนัก หดหู่จนปิดกั้นตนเองไว้ในโลกส่วนตัว
โลกใบนั้นดูคล้ายไม่มีผู้ใดเข้าไปถึง
เฝิงซู่ชิงจัดชายผ้าห่มให้เขา ยืนอยู่ข้างเตียง มองเหลียงอวี่หวงราวกับมีคำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก
เหลียงอวี่หวงหลับตาลง ลมหายใจค่อย ๆ แผ่วเบา
ท้ายที่สุดเฝิงซู่ชิงก็กลืนคำพูดที่เกือบหลุดออกมาให้กลับลงไป
นางปล่อยม่านเตียงลง แล้วเดินออกไป
ครึ่งชั่วยามต่อมา ทิงอวี่ยกน้ำแก้เมามาให้
เฝิงซู่ชิงบอกให้นางวางไว้บนโต๊ะ “วางไว้ตรงนี้ก่อนเถิด คาดว่าฝ่าบาทคงยังไม่ฟื้นในเร็ววัน”
ทิงอวี่มองเฝิงซู่ชิงอย่างลังเล “เหนียงเหนียง บ่าวรู้สึกว่าคืนนี้อารมณ์ของฝ่าบาทไม่ค่อยปกติเลยเจ้าค่ะ”
แววตาเฝิงซู่ชิงไหววูบ นางจ้องม่านเตียงที่ห้อยลงมาอย่างเหม่อลอย
“ฝ่าบาทคงทำใจไม่ได้ที่เยี่ยนอ๋องกับพระชายาเยี่ยนอ๋องจากไปกระมัง”
ทิงอวี่กวาดตามองรอบด้าน ครั้นเห็นว่าไร้ผู้คน นางก็ขยับเข้าใกล้เฝิงซู่ชิง แล้วกระซิบข้างหูว่า “เหนียงเหนียง บ่าวบังเอิญได้ยินมาว่า คนที่ฝ่าบาททรงมีใจให้จริง ๆ ดูเหมือนจะไม่ใช่ซูกุ้ยเหริน”
