หยุนหลวนได้ฟังดังนั้น พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
นางรีบลงจากอ้อมแขนของเซียวถิงเยี่ยน แล้วมององครักษ์เฮยอวี่อย่างตื่นเต้น “คุณหนูเฝิงมีสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยอย่างไรหรือ?”
“หรือว่านางกับเหลียงอวี่หวงจะ...เกิดเรื่องที่ไม่ควรเอ่ยถึงขึ้น?”
นางตื่นเต้นยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าเหลียงอวี่หวงกับเฝิงซู่ชิงประสบเคราะห์ครานี้แล้ว ความสัมพันธ์จะรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ ทั้งที่ยังมิได้แต่งงาน ก็ชิงลงมือหุงข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุกเสียแล้วหรือ?
ใบหูขององครักษ์เฮยอวี่แดงเรื่อขึ้นมา เขารีบส่ายหน้าปฏิเสธ “มะ...ไม่มีขอรับ คงยังมิได้หุงข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุก ตามคำของคุณหนูเฝิง ฮ่องเต้เหลียงทรงหมดสติไปตลอดทั้งคืน บัดนี้อาการไม่สู้ดีนัก...ข้าน้อยส่งคนไปตามหมอหลวงมาแล้ว เพียงแต่คุณหนูเฝิงสวมเสื้อผ้าบางเบา เพื่อป้องกันมิให้ชื่อเสียงของนางเสียหาย ยามนี้จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไป...”
หยุนหลวนยกมุมปากยิ้ม แล้วจูงมือเซียวถิงเยี่ยนมุ่งหน้าไปทางถ้ำ “เช่นนั้นยังรออันใดอีก? ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปส่งเสื้อผ้าให้เฝิงซู่ชิง ให้นางสวมใส่ให้เรียบร้อย แล้วค่อยให้หมอหลวงเข้าไปเถิด”
“ดีที่ข้ามา มิฉะนั้นพวกบุรุษอย่างพวกเจ้า คงยืนอึดอัดกันอยู่อีกนาน”
เซียวถิงเยี่ยนส่ายหน้าอย่างจนใจ ปล่อยให้หยุนหลวนจูงมือเดินไปข้างหน้า
ทางด้านเฉิงเฟิง เขาเพิ่งพาหมอหลวงมาถึงพอดี
ทว่าเขาหยุดอยู่ตรงปากถ้ำ ไม่กล้าเข้าไปอีก
ตอนพบเหลียงอวี่หวงครั้งแรก เขาไม่ทันระวัง จึงบุกเข้าไปในถ้ำอย่างเร่งร้อน
เขาเห็นกับตาว่าเฝิงซู่ชิงฟุบอยู่บนพระวรกายของฝ่าบาท แม้ร่างของทั้งสองจะคลุมด้วยเสื้อผ้าหนาอยู่บ้าง แต่ท่ามกลางผ้าเหล่านั้น เขาก็ยังเห็นแขนเปลือยเปล่าขาวผ่องราวเปล่งประกายของเฝิงซู่ชิงได้ในปราดเดียว
