สือไห่ถูกขอทานเหล่านั้นรุมทุบตีอย่างหนัก
ท่ามกลางความวุ่นวาย มีคนฉวยโอกาสยัดผ้าผืนหนึ่งเข้าไปในสาบเสื้อของสือไห่อย่างเงียบเชียบ
สือไห่คล้ายจะรู้ตัว ทว่าแสร้งทำเป็นไม่รู้
เขานอนอยู่บนพื้น ปล่อยให้พวกขอทานชกต่อยและเตะถีบตามใจ
กระทั่งพวกนั้นแยกย้ายกันไป
สือไห่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้นเนิ่นนาน
จนฟ้ามืดลง เขาจึงคล้ายเพิ่งค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ
เขาพยุงร่างที่บอบช้ำลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วเดินกะเผลกไปหาอารามร้างแห่งหนึ่งในละแวกนั้น
เขาขดตัวอยู่มุมหนึ่งของอารามร้าง
ด้านนอกเริ่มมีฝนตกหนัก
ไม่รู้ว่าเขาไปหาเทียนไขหักครึ่งท่อนมาจากที่ใด มือสั่นเทาจุดมันขึ้น
อาศัยแสงสลัว เขาคลำหาผ้าผืนนั้นในอกเสื้อ ก่อนหยิบออกมา
เลือนรางท่ามกลางแสงเทียน เขาเห็นตัวอักษรใหญ่ชัดเจนหลายตัวบนผ้า เขียนว่า อีกสองวัน เมืองจินโจว โรงเตี๊ยมเยว่เซียง
แววยินดีวูบผ่านดวงตาของสือไห่
เป็นไปตามคาด เขารอข่าวจนได้
นี่คงเป็นสถานที่นัดพบที่เซิ่งกุยให้คนส่งข่าวมาบอกเขา
เมืองจินโจวอยู่ห่างจากเมืองหลวงร้อยลี้
แม้โรงเตี๊ยมเยว่เซียงจะไม่โด่งดัง ทว่าก็เป็นสถานที่ที่เหล่าบัณฑิตนิยมมาดื่มสุราและหาความสำราญ
หลังอ่านข่าวบนผ้าจบ สือไห่ก็ยกมันไปจ่อเปลวเทียนทันที
เปลวไฟค่อย ๆ กลืนกินผ้าผืนนั้นทีละน้อย
สือไห่กอดร่างตนเองไว้พลางสั่นสะท้าน พิงกำแพงที่พังทลาย แล้วผ่านค่ำคืนอันแสนยากลำบากไปเช่นนั้น
