หยุนหลวนวางชามเปล่าลงบนโต๊ะข้างกาย ก่อนใช้ผ้าเช็ดปาก หมอเทวดาหลู่ก็เดินเข้ามาจากด้านนอกอย่างองอาจผึ่งผาย
เมื่อเห็นเซียวถิงเยี่ยนเฝ้าอยู่หน้าประตูตำหนัก ไม่ได้เข้าไปด้านใน เขาก็หยุดฝีเท้า แล้วส่งยิ้มอย่างยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นให้เซียวถิงเยี่ยน
“องค์อ๋องเหตุใดจึงไม่เข้าไป ยืนอยู่ตรงนี้ทำอันใด?”
เซียวถิงเยี่ยนแทบไม่อยากใส่ใจหมอเทวดาหลู่
เขาเม้มริมฝีปากบาง ไม่ตอบสักคำ
หมอเทวดาหลู่กอดอกพลางกล่าวประชดประชันต่อ “ถูกขับออกมาแล้วกระมัง รสชาติเป็นเช่นไรเล่า?”
เซียวถิงเยี่ยนอดเตือนขึ้นมาประโยคหนึ่งไม่ได้ “เจ้าไปตรวจชีพจรให้นางก่อนเถิด ดูว่าพิษกู่ในร่างกายขจัดออกหมดแล้วหรือยัง”
ไม่รู้ว่าเหตุใดหมอเทวดาผู้สง่างามถึงได้ชอบดูเรื่องสนุกของผู้อื่นนัก
หมอเทวดาหลู่หัวไหล่สั่นเทิ้มขณะหัวเราะ ครั้นเห็นเขาเริ่มขุ่นเคืองจึงเลิกหยอกเย้า แล้วถือหีบยาเข้าไปยังตำหนักชั้นใน
พอเงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นหยุนหลวนกำลังจ้องไปทางประตูตำหนักเขม็ง
เขาอดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้
หยุนหลวนกระดากอายอยู่บ้าง จึงเบือนสายตากลับมา
นางฝืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “หมอเทวดาหลู่ ไม่พบกันเสียนาน”
หมอเทวดาหลู่นั่งลง จับข้อมือหยุนหลวนเพื่อตรวจชีพจร
“ไม่ได้พบกันนานจริง ๆ... หรือว่าพระชายาคิดถึงตาเฒ่าผู้นี้?”
หยุนหลวนมิได้ปฏิเสธ “ก็คิดถึงอยู่บ้าง หมอเทวดาหลู่ครานี้ไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่?”
หมอเทวดาหลู่มองแววตาห่วงใยของหยุนหลวน ในใจพลันอบอุ่นขึ้นมา
