องค์หญิงผู้เฝ้าแผ่นดิน

ตอนที่ 3 ขวางทางบิดา

7 นาที· 1.6K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

เมื่อคุณค่าของนางถูกใช้สอยจนหมดสิ้น เซียวเสวียนรุ่ยก็โยนนางทิ้งไว้ในเรือนเย็น ปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรม และไม่เคยแม้แต่จะเหลือบมองนางอีกเลย

นางถูกขังอยู่ในเรือนสี่เหลี่ยมหลังนี้ มิอาจรู้ได้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด

พี่สะใภ้คนที่สองผู้รักนางดุจดวงใจ แอบมุดมาที่ราชวังเพื่อจะส่งของช่วยเหลือนาง แต่ถูกทหารองครักษ์ของวังจับได้ แล้วถูกเตะเข้าที่ท้องเต็มแรง

ยามนั้นพี่สะใภ้ใกล้คลอดเต็มที การเตะครั้งนั้นจึงพลอยคร่าชีวิตแม่และเชื้อสายในครรภ์พร้อมกันไป

หลังจากนั้น เขายังวางอุบายยุยงให้นางบาดหมางกับมารดา จนมารดาตัดขาดสายสัมพันธ์แม่ลูกกับนาง

และในที่สุด มารดาก็อุ้มน้องคนที่ห้าไปพูดลงบ่อน้ำด้วยความสิ้นหวัง

ทุกเหตุการณ์ทุกเรื่องราว ล้วนเป็นแผนการและการวางกลอกของเซียวเสวียนรุ่ยทั้งสิ้น มิได้มีไว้เพื่อสิ่งอื่น นอกจากผลักทุกคนในตระกูลยุ่นลงสู่นรกอย่างโหดเหี้ยม

เสียงฮึ่มดังขึ้นในหัว ปวดแสบปวดซ่านดั่งถูกเข็มทิ่ม

ยหลันเปิดตาขึ้นพร้อมเหงื่อท่วมตัว พลันดีดตัวลุกนั่งขึ้นทันที

นางมองรอบตัวอย่างเหม่อลอย จึงได้สติว่าทุกสิ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝัน นางกลับชาติมาเกิดใหม่จริง ๆ ย้อนกลับมายังสามปีก่อนจริง ๆ

นึกถึงภาพเหตุการณ์ในความฝันนั้นทีละฉาก ลมหายใจของนางย่ำแย่จนสุดกู่ ความเกลียดชังที่พลุกพล่านขึ้นถึงสวรรค์เดือดพล่านในดวงใจ

นางอยากจะฉีกทั้งเซียวเสวียนรุ่ยและอิ่นไปเหลียน สัตว์นรกทั้งสองนั้นให้ขาด

ทันใดนั้น เสียงกระซิบกระซาบกันอยู่ไม่กี่เสียงก็ลอดเข้ามาสู่หูของนางจากด้านนอก

“คุณแม่ วันนี้พ่อจะขอพระราชทานราชโองการสมรสจากในวังได้หรือไม่เพคะ”

“น่าจะเป็นได้ ครั้งเหล่านี้มา พ่อของเจ้าไม่เคยขออะไรจากพระเจ้าแผ่นดินเลย”

ขอพระราชทานราชโองการสมรสงั้นรึ บิดาเข้าเฝ้าในวังไปแล้วงั้นหรือ

ยหลันลมหายใจแตกพร่า นิ้วมือบีบแน่นเป็นกำปั้น ดวงตาแดงก่ำไปหมด

นางรีบเปิดผ้าห่ม ลงจากเตียงด้วยเท้าเปล่า

หากแค่พลันดันตัวลุกขึ้น ศีรษะของนางก็วิงเวียนสับสนขึ้นมา

นางครางเบา ๆ ร่างสะบัดเอนล้มลงบนเตียงอีกครั้ง

เสียงอื้อฉาวในห้องในรบกวนคนภายนอก

นามนางหลิวพายหวินชิงน้องสาวคนที่สามรีบรุดเข้ามาในห้องในทันที

ทั้งสองช่วยพยุงยหลันลุกขึ้น

นามนางหลิวมองยหลันด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “หลานออ ทำอะไรของหนูน่ะ ร่างกายยังอ่อนแออยู่ เร็วเข้า นอนลงบนเตียงพักฟื้นต่อเถิะ เมื่อคืนหนูมีไข้สูงทั้งคืน มาดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อใกล้รุ่งสางนี่เอง”

ยหลันสติสัมปชัญญะหมองหม่น นางกำแน่นขึ้นที่แขนเสื้อของนามนางหลิว

“คุณแม่ พาหนูไปพบพ่อเถิะ หนูไม่อยากสมรสกับรุ่ยหวังอีกแล้วเพคะ”

นามนางหลิวขมวดคิ้ว มองยหลันด้วยดวงตาเต็มไปด้วยข้อสงสัย “หลานออ หนูพูดว่าอะไรน่ะ หนูไม่ใช่เฝ้ารอใจจดจ่ออยากสมรสกับรุ่ยหวังหรือ พ่อหนูเพิ่งจะยอมปล่อยปากยินยอมมาได้ ตอนนี้ก็เพิ่งออกเดินทางเข้าวังไป”

ยหลันลมหายใจยังไม่แน่นนัก ดวงตาแดงช้ำ เงยหน้ามองนามนางหลิวอย่างจริงจังมั่นคง

“คุณแม่ หนูคิดแล้ว ที่พ่อว่ามาไม่ผิด รุ่ยหวังมิใช่คู่ครองแท้จริงของหนู แต่ก่อนหนูยังเยาว์วัยไม่รู้เท่าทัน จึงมองไม่เห็นข้อนี้ บัดนี้หนือป่วยหนักครั้งใหญ่ ทุกอย่างหนูเข้าใจหมดแล้ว”

นามนางหลิวอึ้งงัน ดวงตาสะท้อนความประหลาดใจเต็มเปี่ยม

“หลานออพูดเหลวไหลอะไรของหนูน่ะ หรือว่าจะไข้จนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว”

พูดจบ นางก็ยืนมือออกไปแตะที่หน้าผากของยหลัน

อุณหภูมิปกติดี ไข้ได้ถอยลงแล้ว

ยหวินชิงมองยหลันด้วยใบหน้ากังวล “หนูสี่ หนูไม่เป็นไรใช่ไหม”

ยหลันส่ายหน้า บัดนี้นางย่อมไม่มีเวลาจะอธิบายยืดยาว จึงไม่สนใจสายตาแปลก ๆ ของทั้งสอง

นางหันไปเรียกรูชุนดังลั่นด้านนอก

รูชุนรีบรุดวิ่งเข้ามา “คุณหนูเพคะ”

“เร็วเข้า จัดคนเตรียมม้า หนูจะไปที่ประตูวังเพื่อขวางพ่อไว้” ยหลันทานความวิงเวียนที่ศีรษะ ค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นยืน

รูชุนอึ้งงันลังเล ยหลันตำหนิเสียงต่ำ “ยังไงอีก ยังไม่ไปทำตามสั่งอีกรึ”

ร่างของรูชุนสั่นสะท้าน นาน ๆ ครั้งคุณหนูจึงจะแสดงสีหน้าเย่อหยิ่งเช่นนี้

นางรีบรับคำเบา ๆ แล้วรีบวิ่งออกไปด้านนอกโดยไม่หันหลับกลับมา

ยหลันสะกัดชุดคลุมชิ้นหนึ่งมาห่มกาย ก้าวเท้ามั่นคงไม่ออกเดินไปด้านนอก

นามนางหลิวคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ ธิดาของนางเปลี่ยนนิสัยได้อย่างไรเสียเช่นนี้ ความจำเป็นเพลี่ยนไปอยากสมรสกับรุ่ยหวัง

นางเดินเข้าไป คว้าแขนของยหลันไว้

“หลานออ หนูจะสร้างเรื่องอะไรอีกน่ะ”

น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

ยหลันหันหน้ากลับมามองนามนางหลิวด้วยดวงตาแดงช้ำ “คุณแม่ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ลูกสาวของคุณแม่จะไม่สร้างเรื่องอีกแล้ว พี่สามครับ ช่วยดูแลคุณแม่เถิะ เรื่องของหนู หนูจะจัดการเอง”

ยหวินชิงมองยหลันด้วยดวงตาซับซ้อน วินาทีนั้น นางกลับรู้สึกว่าหนูสี่ช่างเป็นคนแปลกหน้าเหลือเกิน

ดุจดั่งว่านางเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เสียฉับพลัน

ยหลันผลักมือของนามนางหลิวออก รีบรุดก้าวออกไปด้านนอก

ตลอดเส้นทางนั้น นางก้าวเดินได้เพียงยากเย็นเหลือเกิน

ศีรษะวิงเวียนหนักหน่วง ดวงใจภายในอกดูเหมือนจะเต้นกระโดดขึ้นมาถึงคอ

สิ่งที่ดวงตาเห็นทั้งปวงหมุนเวียนเวียนคลั่ง

นางยื่นมือปิดที่อกซึ่งแสบแทง พิงอิงกับเสาหนึ่งต้นริมเฉลียง หายใจฮือฮาพักเพลาอยู่ครู่ใหญ่

ยหวินชิงไล่ตามมาจากด้านหลัง พยุงแขนของนางไว้ “หนูสี่ หนูเป็นอย่างไรบ้าง หน้าหนูซีดจนน่าตกใจ หนูอยากทำสิ่งใด ให้พี่ไปทำแทนเถิะ หนูกลับไปนอนพักเถิดน่า”

ยหลันกำแน่นที่แขนเสื้อของยหวินชิง หนังตาแดงเรื่อ จ้องมองพี่สาวตรงหน้าเหม่อลอย

นึกถึงภาพชาติปางก่อน ภาพอันโหดร้ายยิ่งของพี่สาวยามจากไป คอของนางไม่อาจกลั้นความขมขื่นอย่างเลือดพร่าให้เดือดขึ้นมาเป็นระลอก ๆ

พี่สาวย่อมรู้ดีว่านางหลงรักรุ่ยหวัง เมื่อเซียวเสวียนรุ่ยถูกลอบซุ่มทำร้าย นางจึงไม่ลังเลแม้ครึ่งจิตครึ่งใจ ยอดกายขวางอยู่เบื้องหน้าของเซียวเสวียนรุ่ย

ดาบโค้งเล่มนั้น ทิ่มผ่านอกทะลุไปจริง ๆ

พี่สาวสิ้นใจต่อหน้าต่อตา กระทั่งวาระสุดท้ายยังอุทานเรียกชื่อของยหลัน บอกให้นางต้องมีความสุขให้ได้

นึกถึงฉากนั้นในชาติปางก่อน ยหลันปิดตาลงด้วยลมหายใจแตกพร่า

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครา้ง นางปรับอารมณ์แห่งความแค้นเคืองของตนได้แล้ว

ใบหน้านางเต็มไปด้วยความกล้าหาญโดดเดี่ยว ดุจดั่งผีร้ายที่ไต่ขึ้นจากปากนรก แม้จะเป็นดั่งผีเสื้อพร้อมโปรยตัวเข้ากองเพลิง แหลกสลายเป็นผุยผง นางก็จะสู้สุดชีวิตเพื่อทดแทน เพื่อคุ้มครองทุกคนที่เป็นที่รักยิ่งของนางให้ได้

ยหลันผลักยหวินชิงออก เอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นติดกัน “พี่สาม หนูอายุ 16 ปีแล้ว เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องของหนู หนูจะไปจัดการเอง ลูกสาวตระกูลยุ่น ย่อมเปิดเผยโผล่โฉ่งฉ่างมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยหวั่นเกรงสิ่งใด”

นางหันหน้า ยิ้มบาง ๆ ให้ยหวินชิง

แล้วนางก็เหยียดแผนหลังให้ตรง สุดกำลังก้าวเดินทีละก้าวมุ่งสู่ประตูใหญ่

ตลอดเส้นทางนั้น เสื้อผ้าที่หลังของนางค่อย ๆ เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

เส้นทางนี้แม้จะไกลสุดประมาณ ลำบากเพียงใด แม้ต้องคลาน นางก็จะคลานไปให้จนได้

เมื่อไปถึงประตูใหญ่ ศีรษะของยหลันวิงเวียนหนักยิ่งกว่าเดิม นางยื่นมือพิงขอบประตู พักสติสัมปชัญญะชั่วคราว

ใบหน้าซีดขาวดั่งกระดาษ หน้าผากมีเหงื่อเย็นไหลรินไม่ขาดสาย

ทั้งร่างสั่นงันงกไปด้วยความเยือกเย็น

นางกัดริมฝีปากจนแหลก รสหวานแหบขมเหมือนสนิมเหล็กพลันท้นขึ้นมาเต็มปาก

ความปวดที่ริมฝีปากทำให้นางรู้สึกตัวสับสนขึ้นได้อีกครั้ง

รูชุนจัดเตรียมม้ามาเรียบร้อย รีบรุดวิ่งเข้ามาพยุงยหลัน

“คุณหนูเพคะ”

“พยุงหนูขึ้นม้ามาเถิะ” ยหลันสั่งด้วยการกัดฟัน

รูชุนรับคำเบา ๆ พยุงยหลันขึ้นม้า

ตลอดเส้นทางนั้น ยหลันรีบเร่งคนขับม้าไม่หยุด ให้เร็วขึ้น และให้เร็วขึ้นอีก

——

ในห้องหนังสือแห่งราชวังรุ่ยหวัง เซียวเสวียนรุ่ยสวมชุดกำมะหยี่สีม่วงเข้มชุดงาม กำลังถือพู่กันเขียนหนังสืออยู่

ทันใดนั้น ทหารองครักษ์คนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากด้านนอก

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ มหาดเล็กหลวงบัดนี้เดินทางมาถึงประตูวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตามที่กระหม่อมสืบทราบ คุณหนูที่สี่ตระกูลยุ่นป่วยด้วยโรคลมแล้ง อาการหนักพอสมควร คงจะอาศัยอาการป่วยบังคับให้มหาดเล็กหลวงเข้าวังขอพระราชโองการ ให้พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานสมรสแก่ท่านอ๋องและนางพ่ะย่ะค่ะ”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป