เหลียงอวี่หวงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขาถอนหายใจ ก่อนจะเกิดอยากดื่มสุราขึ้นมาอีกครา จึงหันไปหาเฉิงซื่อ “ยามนี้ยังพอมีเวลา มิสู้เจ้ามาดื่มกับเจิ้นสักจอกเถิด”
เฉิงซื่อพลันรู้สึกปลาบปลื้มจนทำตัวไม่ถูก เขารีบจะคุกเข่าลง “บ่าว... บ่าวมีฐานะต่ำต้อย จะดื่มสุรากับฝ่าบาทได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาททรงประสงค์จะดื่มสุรา บ่าวจะสั่งให้คนไปจัดเตรียมสุรามาถวาย...”
เหลียงอวี่หวงคว้าแขนเขาไว้แล้วดึงให้ลุกขึ้น “ที่นี่ไม่มีผู้อื่น ไม่ต้องคุกเข่าพร่ำเพรื่อ”
“ในใจเจิ้น เจ้าไม่ใช่ขันที แต่เป็นสหายที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจิ้น วันหน้าตลอดหลายสิบปีนี้ พวกเราต้องคอยประคับประคองกัน นำพาแคว้นเหลียงไปสู่ความรุ่งเรืองและเข้มแข็ง...”
เช่นเดียวกับเขาและฮองเฮา
ในสายตาเขา ไม่มีความแตกต่างระหว่างสูงต่ำ มีเพียงผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกับเขาและสามารถก้าวเดินไปด้วยกัน คนเหล่านี้ล้วนเป็นสหายที่เขาไว้วางใจและพึ่งพาได้
เฉิงซื่อตื้นตันใจยิ่งนัก ดวงตาพลันแดงก่ำ
“ฝ่าบาท... เพียงได้รับฟังพระดำรัสนี้ ต่อให้บ่าวตายเสียเดี๋ยวนี้ ก็ไม่มีสิ่งใดให้เสียดายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ดื่มเถิด คืนนี้บ่าวจะอยู่ดื่มเป็นเพื่อนฝ่าบาทจนเมามายไม่กลับพ่ะย่ะค่ะ”
เขาเช็ดน้ำตา แล้วสั่งขันทีให้นำสุราและอาหารมาเตรียมไว้
แรกเริ่มเขายังคงวางตัวอย่างสำรวม ไม่กล้านั่งลงแม้แต่น้อย
เหลียงอวี่หวงวางท่าทีเด็ดขาด บังคับให้เขานั่งลง เฉิงซื่อจึงกล้านั่งตาม
หัวใจเขาสั่นไหวอย่างหนัก ดวงตารู้สึกแสบร้อน
