เมื่อเห็นว่าคันธนูถูกน้าวจนสุด เหลือเพียงรอให้พวกเขาเข้ามาใกล้ ก็จะยิงจนพรุนเป็นรังผึ้ง
หยุนชิงเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็ขนลุกซู่ รีบร้องเรียกด้วยเสียงสั่นเครือว่า “หนูสี่ อย่าให้พวกเขายิง ข้าเอง... หยุนชิง”
เมื่อเข้ามาใกล้ หยุนหลวนก็มองเห็นหน้าตาของผู้มาเยือนชัดเจน
ดวงตาของนางเป็นประกาย รีบสั่งให้คนลดคันธนูลง ก่อนควบม้าพุ่งไปหาหยุนชิงกับโจวถง
“พี่สาม ใต้เท้าโจว พวกท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
ทุกคนลงจากม้า หยุนชิงโผกอดหยุนหลวนแน่น
นางเอ่ยด้วยความรู้สึกปนเปว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าในเวลาเพียงสั้น ๆ เมืองหลวงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ร่างกายข้าฟื้นตัวดีแล้ว จึงคิดจะกลับเมืองหลวงพร้อมโจวถง ใครจะรู้ว่าระหว่างทางกลับได้ยินข่าวว่าแคว้นเหลียงบุกแคว้นหนันฉู”
“ข้าคิดว่าเจ้าและพี่รองคงไม่อาจนิ่งดูดายได้ ข้าจึงไม่ลังเล เปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้ามายังชายแดน โชคดีที่มาทัน มิฉะนั้นระหว่างทางคงต้องพบอุปสรรคอีกไม่น้อย”
หยุนหลวนยกมือขึ้นตบไหล่หยุนชิงเบา ๆ
“พี่สาม ร่างกายเพิ่งฟื้นตัว ตามหลักแล้วควรพักฟื้นให้มาก การศึกครานี้มีข้ากับพี่รองก็พอแล้ว พี่สามไม่ต้องเข้ามายุ่งอีก กลับเมืองหลวงพร้อมใต้เท้าโจวเถิด ที่นั่นมีอาเยี่ยนอยู่ ย่อมปลอดภัย”
หยุนชิงพลันไม่พอใจ
นางยกมือจิ้มหน้าผากหยุนหลวน “ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้า อย่างไรข้าก็ไม่กลับ เจ้าไม่รู้หรอกว่าตลอดทางโจวถงบ่นจู้จี้ไม่หยุด น่ารำคาญเพียงใด ช่วงนี้ข้าอยู่หย่งโจว ว่างจนปวดกระดูกไปหมดแล้ว ไม่ว่าข้าจะพูดอย่างไร ข้าก็ต้องไปเมืองเฟิ่งให้ได้”
