เหลียงอวี่หวงหันขวับ คว้าต้นแขนเฉิงเฟิงไว้
เขากำลังจะเอ่ยบางอย่าง พลันเห็นคนผู้หนึ่งเดินโซเซออกมาจากกระโจมเล็กข้างกาย
คนผู้นั้นสีหน้าซีดเผือด พุ่งมาหยุดตรงหน้าเหลียงอวี่หวง ก่อนทรุดเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุบ
เฉิงเฟิงหันไปมอง พอเห็นเข้าก็อดร้องด้วยความตกตะลึงไม่ได้ “จ้าวเชวี่ย เหตุใดเจ้าจึงอยู่ที่นี่?”
จ้าวเชวี่ยไม่มีแก่ใจตอบเฉิงเฟิง เขาประคองศีรษะที่หนักอึ้ง ฝืนเงยหน้ามองเหลียงอวี่หวง
“องค์ชาย...เสี่ยวหยุนเล่า? นางอยู่ที่ใด?”
เหลียงอวี่หวงขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติ
จ้าวเชวี่ยยังไม่ทันเอ่ยอะไร สีหน้าก็ซีดขาวลงเสียแล้ว
เขาก้มลงอย่างเสียอาการ มือกำคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่น
“เจ้าต้องการบอกอะไรข้า?”
ในดวงตาของจ้าวเชวี่ยเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เขาตอบเสียงสั่น “องค์ชาย พวกเราอาจถูกเสี่ยวหยุนหลอกกันหมดแล้ว นาง...นางมิใช่ผู้ลี้ภัยธรรมดาเลย ตัวตนที่แท้จริงของนาง น่าจะเป็นองค์หญิงผู้พิทักษ์แคว้นแห่งหนันฉู แม่ทัพผู้บัญชาการทัพที่ต่อสู้กับพวกเราในครานี้ หยุนหลวนพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงอื้ออึงดังก้องในศีรษะของเหลียงอวี่หวง
แววตาของเขาพร่าเลือนแทบจะในชั่วพริบตา
เฉิงเฟิงมองจ้าวเชวี่ยอย่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก ก่อนจะร้องเสียงหลง “ไม่ เป็นไปได้อย่างไร? จ้าวเชวี่ย เจ้าเห็นพวกเราเป็นตัวตลกหรือ จงใจหลอกพวกเราใช่หรือไม่? เสี่ยวหยุนจะเป็นหยุนหลวนได้อย่างไร?”
