เหลียงอวี่หวงมีสีหน้าดำคล้ำอย่างยิ่ง เขามองเฉิงเฟิงอย่างเย็นชา “เจ้าปิดบังเรื่องใดจากเราอยู่กันแน่ เฉิงเฟิง หากเจ้ายังไม่ยอมพูดความจริง ต่อไปก็อย่ามาอยู่ข้างกายเราอีก”
เฉิงเฟิงแทบอยากร่ำไห้ แล้วจะกล้าพูดโกหกต่อได้อย่างไร
เขารีบตอบตามความจริงด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน “องค์รัชทายาท กระหม่อมเพียงกลัวว่าพระองค์จะเสียพระทัย จึงคิดปิดบังไว้ ผู้ใดจะรู้ว่าพระองค์จะซักไซ้เอาความให้ถึงที่สุด ทั้งยังรนหาที่เจ็บตัวถึงเพียงนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ กระหม่อมก็จะไม่ปิดบังแล้ว...”
“หยุนหลวนกับเยี่ยนอ๋องมิได้ฝึกยุทธ์ พวกเขาเพิ่งแต่งงานใหม่ จึงพลอดรักคลอเคลียกันจนดึกดื่น ยามเช้าตรู่เช่นนี้ย่อมเหนื่อยล้า คงยังไม่ลุกจากเตียง กระหม่อมจึงคิดให้พระองค์พักสักครู่ รอพวกเขาตื่นแล้วค่อยไปเยี่ยม”
เหลียงอวี่หวงชะงักงัน แววตาฉายความงุนงงอยู่หลายส่วน
“พลอดรักคลอเคลีย?”
เฉิงเฟิงเขินอายจนแทบไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
“โธ่เอ๊ย พวกเขาเป็นสามีภรรยากัน ย่อมรักใคร่แนบชิด พลอดรักคลอเคลียกันเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นองค์รัชทายาท อย่าเพิ่งเสด็จไปยามนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ จะรบกวนคนที่กำลังหลับฝันดีเอา”
สีหน้าของเหลียงอวี่หวงพลันมืดครึ้มลง
เขากำหมัดแน่น อดไม่ได้ที่จะยกเท้าถีบเฉิงเฟิงอย่างแรง
เฉิงเฟิงไหนเลยจะกล้าหลบ ได้แต่รับเท้านั้นไว้เต็ม ๆ
เขาทำหน้าเจ็บปวด พลางลูบบั้นท้ายที่ถูกเตะ “องค์รัชทายาททรงหายกริ้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ หากยังขุ่นเคืองอยู่ จะทรงเตะกระหม่อมอีกสักหลายทีก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
