เขาจำได้ว่าเคยถามหยุนหลวนว่านางรู้หนังสือหรือไม่
ครั้งนั้นหยุนหลวนก้มหน้า เขินอายจนส่ายศีรษะ “ข้าน้อยเกิดในครอบครัวชาวนา ที่บ้านมิได้มั่งคั่งนัก อีกทั้งธรรมเนียมในยุคนี้ก็ไม่มีเหตุผลให้สตรีได้ร่ำเรียนหนังสือ ข้าน้อยจึงรู้จักเพียงชื่อตนเอง นอกนั้นอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เจ้าค่ะ”
ครานั้นเหลียงอวี่หวงพลันนึกสนใจขึ้นมา ถึงกับยืนกรานจะสอนนางอ่านเขียน
นางยินดีเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาคู่งามเปล่งประกายระยิบระยับ มองเขาอย่างเจิดจ้า
เหลียงอวี่หวงถูกดวงตาคู่นั้นจ้องมองจนสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง
เขากระแอมเสียงเบาอยู่หลายครั้ง ก่อนหยิบพู่กันมาเขียนตัวอักษรง่ายๆ ให้แก่นาง แล้วให้นางหัดเขียนตาม
ครั้งนั้นนางยังจับพู่กันไม่เป็น ตัวอักษรที่เขียนจึงบิดเบี้ยวคดเคี้ยว ราวกับรอยหนอนคลาน
เขาแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลายครั้งอยากหัวเราะออกมา แต่เกรงนางจะเสียใจและรู้สึกด้อยค่า จึงฝืนกลั้นเอาไว้
มาบัดนี้เมื่อนึกย้อนดู หยุนหลวนจะไม่รู้หนังสือได้อย่างไรกัน
นางแสร้งเล่นละคร หลอกลวงเขาโดยเจตนาต่างหาก
เขาถูกนางหลอกเสียจนเจ็บปวดนัก
เหลียงอวี่หวงดึงสติกลับมา มุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขมขื่น
ดูสิ ลายมือในจดหมายนี้งดงามเพียงใด สง่างามเพียงใด ทั้งยังแฝงความอิสระและองอาจอยู่หลายส่วน
หากไม่นับเนื้อความในจดหมาย อารมณ์ของเหลียงอวี่หวงก็นับว่าดีไม่น้อย
ทว่าเมื่ออ่านจบทั้งฉบับ น้ำเสียงกดดัน บีบคั้น และเจรจาต่อรองกับเขา รอยยิ้มบนมุมปากก็ค่อยๆ จางลง
ท้ายที่สุดเขากับนางก็มิใช่คนบนเส้นทางเดียวกัน
มิใช่เพียงเพราะรู้จักกันช้าเกินไป
