“หากเป็นข้า ข้าคงไม่ทำเช่นนี้ ฝ่าบาทของเราทรงเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม สั่งประหารเพียงฟู่จืออวี้ มิได้ตรัสว่าจะพัวพันคนในตระกูลฟู่ด้วย ข้าเดาว่าไม่แน่พวกเขาอาจกระทำความผิดอื่นที่ร้ายแรงจนมิอาจให้อภัย จึงสิ้นหวังและจุดไฟเผาตนเองเสียเอง”
ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันคาดเดาถึงเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ตระกูลฟู่ประสบไปต่าง ๆ นานา
เฝิงอวี้ทราบข่าวแล้วก็เผยแววตาตื่นตะลึง
เขารีบสั่งให้คนไปสืบดู... คาดไม่ถึงเลยว่าเป็นฮูหยินฟู่ที่ลอบซื้อยาพิษ แล้วจุดไฟเผาครั้งใหญ่จนฟู่เหวินเซิงกับคนอื่น ๆ ถูกไฟคลอกตายทั้งหมด
เขาอดทอดถอนใจไม่ได้ “นิสัยของฮูหยินฟู่ช่างเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก”
เมื่อข่าวแพร่ไปถึงฮูหยินเฝิง ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดอย่างหนัก ไม่นานก็หมดสติไป ครั้นฟื้นขึ้นมา นางก็ล้มป่วยหนัก
อาการป่วยครานี้เกือบพรากชีวิตนางไป
ภายหลังเมื่ออาการดีขึ้น นางจึงขอร้องเฝิงอวี้ว่าจะเข้าไปสวดมนต์ขอพรในอารามพุทธ หากไม่มีเรื่องสำคัญใด นางก็อยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในอารามพุทธ
เฝิงอวี้ไม่คิดเลยว่า หลังผ่านเหตุการณ์ครานี้ ฮูหยินเฝิงจะปลงตกถึงเพียงนี้
เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง มิได้รั้งนางไว้ เพียงเขียนจดหมายแจ้งเฝิงซู่ชิง จากนั้นก็ไปส่งฮูหยินเฝิงเข้าอารามพุทธด้วยตนเอง
นับแต่นั้น... ตระกูลฟู่แห่งเมืองหลวงก็หายสาบสูญไปจากโลกนี้อย่างสิ้นเชิง
เกรงว่าเมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป นอกจากฮูหยินเฝิงแล้ว คงไม่มีผู้ใดจดจำคนในตระกูลฟู่ได้อีก
