นางภักดีต่อนางถึงเพียงนี้ ท้ายที่สุดกลับถูกนางทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย หัวใจของไต้เยว่พลันมีความขุ่นเคืองแผ่ซ่านขึ้นมาเล็กน้อย
นางคุกเข่าอยู่บนพื้น เนิ่นนานก็ไม่เอ่ยวาจา
ชานเยว่หาที่นั่งลง มองไต้เยว่ที่ไม่ตอบสนอง แววตาของนางค่อย ๆ เย็นชาขึ้นหลายส่วน
“อย่างไร? เจ้าไม่ได้ยินคำสั่งของข้าหรือ?”
“ไต้เยว่ ต่อให้เจ้าไม่คิดถึงตนเอง ก็ควรคิดถึงครอบครัวของเจ้าบ้างกระมัง?”
ดวงตาของไต้เยว่แดงก่ำขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
นางขบฟันแน่น ก่อนแนบหน้าผากลงกับพื้นเย็นเยียบ แล้วตอบทั้งเสียงสะอื้นว่า “เซิ่งหนี่ว์โปรดระงับโทสะ บ่าวจะทำตามคำสั่งของท่านทุกประการ โปรดวางใจ บ่าวจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ ไม่ทำให้ท่านผิดหวังเป็นแน่”
ชานเยว่เลิกคิ้ว ก่อนหัวเราะแผ่วเบา
“ดี…เช่นนั้นข้าจะรอฟังข่าวดีจากเจ้า”
ไต้เยว่คำนับชานเยว่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้น ก้มหน้าเดินออกจากกระโจม ทันทีที่พ้นกระโจม ลมหนาวสายหนึ่งก็พัดปะทะเข้ามา นางอดสั่นสะท้านไม่ได้ พลางเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิดไร้ดวงดาว
หนทางเบื้องหน้าของนางไม่ต่างจากท้องฟ้ายามราตรีนี้ ทั้งมืดมนและห่างไกลเกินหยั่งรู้
ความภักดีเต็มอกที่มี ท้ายที่สุดกลับแลกมาได้เพียงการทอดทิ้งและสละชีพอย่างไร้เยื่อใย
หึ ช่างน่าขันสิ้นดี!
——
เซียวเสวียนรุ่ยนำทัพมาถึงหน้าประตูเมืองเฟิ่ง คราวนี้เขาไม่พูดพร่ำแม้แต่คำเดียว ก็สั่งให้เริ่มตีเมืองทันที
ชั่วพริบตา ควันศึกก็โหมขึ้นทั่วสารทิศ เสียงสังหารดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
