“หากเจ้ายังมีความละอายอยู่แม้เพียงน้อย ก็ควรรู้ว่าวิธีการของเจ้าน่ารังเกียจไร้ยางอายเพียงใด ตาเฒ่าหน้าด้านเช่นเจ้า มีจิตใจดำมืดน่าเกลียดถึงเพียงนั้น ไม่เพียงไม่ละอาย ยังกลับภาคภูมิใจ นี่มันตรรกะโจรที่ใดกัน?”
“ให้เฮยอี้ตัดเส้นเอ็นมือเท้าของเจ้า แล้วตัดลิ้นเสีย ข้ายังเห็นว่าเป็นการปรานีเจ้าเกินไปด้วยซ้ำ คนชั่วช้าอย่างเจ้า สมควรถูกสับเป็นชิ้น ๆ ถูกฟันนับพันแล่หมื่นครั้ง!”
หมอเทวดาหลู่ด่าทออย่างออกรส ยิ่งด่าก็ยิ่งเดือดดาล
ใบหน้าและลำคอของเขาแดงก่ำเพราะความตื่นเต้น
สีหน้าเซิ่งกุยไม่น่าดูนัก เขาใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต ไม่เคยถูกใครชี้หน้าด่าทอเช่นนี้มาก่อน
เขาจ้องหมอเทวดาหลู่ด้วยแววตาหนักอึ้ง
“เจ้าจะสาปแช่งข้าอย่างไรก็เปลี่ยนสถานการณ์ยามนี้ไม่ได้ หลู่ฉี หากมีความสามารถก็จงปรุงยาถอนพิษให้ได้ภายในหนึ่งเดือนสิ หึ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะปรุงยาถอนพิษออกมาได้หรือไม่”
แววเยาะเย้ยปรากฏขึ้นในดวงตาเขา
เป็นการเยาะเย้ยหมอเทวดาหลู่อย่างโจ่งแจ้ง
หมอเทวดาหลู่โมโหจนถอดรองเท้าออกข้างหนึ่ง แล้วขว้างใส่เซิ่งกุยอย่างแรง
“ไอ้สารเลว! เจ้าเป็นตัวอะไร ถึงกล้ามาเยาะเย้ยข้า?”
“ดี ภายในหนึ่งเดือน ข้าจะให้เจ้าได้เห็นว่าข้าจะปรุงยาถอนพิษได้หรือไม่!”
เซิ่งกุยไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย เมื่อรองเท้าเหม็น ๆ ที่หมอเทวดาหลู่ขว้างมาใกล้ เขาก็หลบด้วยท่าทีรังเกียจ
“ต่อให้ข้าให้เวลาเจ้าอีกครึ่งปี เจ้าก็ปรุงยาถอนพิษไม่ได้อยู่ดี หลู่ฉี ยอมรับว่าตนด้อยกว่าข้า ยากเย็นถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“แม้ข้าจะเชี่ยวชาญพิษกู่ ส่วนเจ้าเชี่ยวชาญวิชาแพทย์… แต่การแพทย์กับพิษภัยล้วนเป็นศาสตร์เดียวกัน หากเจ้าเอาชนะพิษไม่ได้ ก็หมายความว่าวิชาแพทย์ที่ร่ำเรียนมาตลอดชีวิตสูญเปล่า หากข้าคิดสังหารผู้ใด ต่อให้เป็นฮว่าถัวกลับชาติมาเกิด เจ้าก็จนปัญญา ช่วยชีวิตเขาไว้ไม่ได้”
