เขายื่นมือไปลูบแก้มเฝิงซู่ชิงเบา ๆ
แววตาเปี่ยมรักลึกซึ้งจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ทันสังเกตเห็น
เฝิงซู่ชิงคล้ายสัมผัสได้ เปลือกตานางขยับไหว ก่อนจะลืมตาขึ้นในเวลาไม่นาน
“ฝ่าบาท...เหตุใดจึงยังประทับอยู่ที่นี่ ไม่ได้เสด็จไปว่าราชการยามเช้าหรือเพคะ?”
เหลียงอวี่หวงมองท่าทางงุนงงของนางแล้วรู้สึกว่าน่ารักเหลือเกิน
เขาอดยิ้มไม่ได้ “เจิ้นว่าราชการเสร็จกลับมาแล้ว แม้แต่อาหารเช้าก็เสวยไปนานแล้ว”
“ลุกขึ้นเถิด แดดจะแผดก้นอยู่แล้ว”
เฝิงซู่ชิงทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง อยากหารูแผ่นดินมุดหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด
นางไม่รู้เลยว่าควรเผชิญหน้ากับเหลียงอวี่หวงอย่างไร
เหลียงอวี่หวงจนปัญญา จึงดึงนางออกมาจากผ้าห่ม
“พอแล้ว ไม่หยอกเจ้าแล้ว วันนี้หมอเทวดาหลู่จะออกเดินทาง...พวกเราไปส่งเขาด้วยกันเถิด”
ความง่วงงุนของเฝิงซู่ชิงมลายหายไปจนหมดสิ้น
นางลุกขึ้นล้างหน้าและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างเร่งร้อน
ขณะนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง สางผมและวาดคิ้ว เหลียงอวี่หวงก็เดินมาหยุดด้านหลัง ก่อนชิงดินสอเขียนคิ้วจากมือทิงอวี่ไป
“เจิ้นจะช่วยฮองเฮาวาดคิ้วเอง”
เฝิงซู่ชิงเลิกคิ้ว มองเหลียงอวี่หวงในกระจกอย่างไม่อยากเชื่อ
“ท่านวาดคิ้วเป็นหรือ?”
เหลียงอวี่หวงตอบอย่างจริงจัง “ฝีมือวาดภาพของเจิ้นไม่เลว วาดคิ้วเล็กน้อย จะยากเย็นสักเพียงใด?”
เปลือกตาของเฝิงซู่ชิงกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
“วาดภาพกับวาดคิ้วจะเหมือนกันได้อย่างไร?”
