นอกเมืองหูตู แสงฟ้าสลัวมัวหม่นดุจเหล็กกล้า
ฝูงสัตว์กลายพันธุ์นับสิบล้านรวมตัวกันเป็นคลื่นมหึมา ราวกับหนองเลือดที่ไหลทะลักจากผืนดินเน่าเปื่อย แผ่ทะมึนกลืนกินเส้นขอบฟ้า ทอดยาวไปจนสุดสายตา
พวกมันคำราม วิ่งตะบึง เหยียบย่ำกันเอง เสียงทั้งหมดผสานเป็นเสียงกระหึ่มความถี่ต่ำที่ดังต่อเนื่องจนสะเทือนแก้วหู ราวกับวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วนกำลังร่ำไห้อยู่ในส่วนลึกของนรก
ฝุ่นควันฟุ้งขึ้นบดบังฟ้าดิน ทำให้ท้องฟ้ายามบ่ายดูราวกับยามสนธยาที่ขุ่นมัว
กำแพงเมืองสั่นไหวเบา ๆ ภายใต้เสียงคำรามและแรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึง ราวกับพร้อมพังทลายได้ทุกเมื่อ
บนกำแพง ทหารรักษาการณ์ทุกคนหน้าซีดเผือด มือกำอาวุธปืนหรืออาวุธระยะประชิดที่อานุภาพลดลงไปมากไว้แน่น ข้อนิ้วซีดขาวเพราะออกแรง
ความหวาดกลัวราวกับน้ำแข็งเย็นเยียบ ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก
ทหารผ่านศึกคนหนึ่งแบกถุงระเบิดขนาดใหญ่ไปฝังไว้ในจุดที่เตรียมไว้ พลทหารใหม่ข้าง ๆ สั่นงันงกเหมือนใบไม้ต้องลม ก่อนถามเขาเสียงสั่นว่า
“พี่...พวกเราจะรอดไหม?”
“รอดบ้าอะไรล่ะ สัตว์กลายพันธุ์มีมากกว่าคนเสียอีก แกสู้สัตว์กลายพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดไหวหรือไง?”
ทหารผ่านศึกคีบบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดออกจากปาก พลางหัวเราะเยาะ
“แต่...แต่ยังมีองค์หญิงไม่ใช่เหรอครับ?”
พลทหารใหม่มองหญิงงามผู้เลิศล้ำที่ยืนโดดเดี่ยวอย่างเย็นชาบนกำแพงเมืองด้วยความชื่นชม
“เธอฆ่าสัตว์กลายพันธุ์พวกนี้ได้หมดหรือไง?”
ทหารผ่านศึกเริ่มล้วงหาไฟแช็กที่ซ่อนไว้ในเป้ากางเกง
“อีกอย่าง ต่อให้องค์หญิงเป็นเซียนสาวจากสวรรค์ ใช้กระบี่ฟันสัตว์ประหลาดทั้งหมดตายได้ พวกตัวประกอบที่เอาชีวิตไปถมแนวรบอย่างเราก็ไม่รอดอยู่ดี”
