นางหันไปตามเสียงนั้น
ก็เห็นที่ริมเนินเขาไม่ไกลออกไป มีทหารกลุ่มหนึ่งแต่งเครื่องแบบทหารสีเขียวหญ้ารุมล้อมกันอยู่
บางคนนั่งยองๆ บนพื้นไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ บางคนกึ่งนั่งกึ่งย่อราวกับกำลังช่วยส่งของให้
จึงทำให้ร่างที่ยืนตัวตรงท่ามกลางผู้คนกลุ่มนั้นโดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก
ต่างจากคนอื่นๆ ที่ต่างก็สวมหน้ากากกันลม
เขากลับเผยใบหน้ารับลมยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ราวกับว่าพายุทรายหรือฝนที่หนักเพียงใดก็ไม่อาจคุกคามเขาได้
มีเพียงรอยปื้นสีม่วงแดงเป็นแผ่นๆ ที่แก้มทั้งสองข้าง และผิวที่คล้ำหยาบกร้าน
ที่พิสูจน์ว่าเขาหยั่งรากอยู่ในดินแดนแห่งนี้มานานเพียงใด
ทันใดนั้น ดวงตาของลู่เจาเสี่ยงก็ร้อนผ่าวขึ้นมา
ชาติที่แล้ว ตอนที่รู้ว่าพ่อของนางรีบร้อนจะยกนางให้เขาเป็นภรรยา ปฏิกิริยาแรกของนางคือการปฏิเสธและต่อต้าน
ตอนนั้นนางคิดอยู่ตลอดว่า
ต่อให้เป็นการรักษาชีวิต ก็ไม่ควรต้องให้ตัวเองตอบแทนบุญคุณแบบย้อนกลับ
ทั้งๆ ที่ครอบครัวนางต่างหากที่ช่วยชีวิตเขาที่บาดเจ็บสาหัส ยังไงก็ไม่ควรต้องให้นางแต่งงานกับเขา
ให้ดอกไม้ที่งดงามอย่างนาง ต้องไปเสียบลงบนมูลวัวโดยตรง
ทั้งน่าขันและไม่สมเหตุสมผล
อีกอย่าง นางเพิ่งอายุ 19 ปี แต่ชายหนุ่มอายุ 30 ปีแล้ว
ช่องว่างของอายุที่ต่างกัน 11 ปี ระหว่างพวกเขาไม่ได้มีเพียงแค่ช่องว่างระหว่างวัยเท่านั้น แต่ยังเป็นหุบเหวที่ทั้งจริงและเห็นได้ชัด
ชีวิตแต่งงานที่มองเห็นจุดจบได้แค่เพียงพริบตานั้นช่างสิ้นหวัง ยิ่งไปกว่านั้นคือการได้อยู่กับครอบครัวอย่างสุขสบายใจ
แม้ในอนาคตอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็ตาม
ยังเป็นแม่ของนางที่บอกว่า ตราบใดที่นางปลอดภัย ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ยังมีจุดหมาย
ถ้าแย่จริง ๆ ก็ยังติดต่อกันได้เป็นระยะๆ
เหตุผลนี้ทำให้จิตใจนางหวั่นไหว
ในที่สุด ในค่ำคืนที่ไม่มีขบวนแห่รับเจ้าสาว ไม่มีเสียงกลองกึกก้อง ไม่มีชุดเจ้าสาวปักมงกุฎหงส์ ไม่มีการแต่งแต้มสีแดงฉาบหน้า และไม่มีแม้แต่พ่อหรือพี่ชายที่คอยประคองส่ง
นางก็แต่งงานกับเขา
ใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีเรียบๆ ที่ไม่มีรอยปะ
เครื่องประดับชิ้นเดียวก็เป็นเพียงดอกไม้สีแดงเล็กๆ เสียบอยู่ที่ปลายผม
เพื่อเป็นสิริมงคล
ส่วนชายหนุ่มที่ใส่ สิ่งที่สวมใส่อยู่บนตัวตั้งแต่ต้นจนจบก็คือชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวหญ้าชุดนั้น
เพราะในใจมีความรู้สึกต่อต้าน
ในคืนวันวิวาห์ ระยะห่างระหว่างพวกเขาราวกับคั่นด้วยสามศอก
หลังจากนั้น ก็คือนางบอกว่าปรับตัวกับชีวิตในทิเบตเหนือไม่ได้ ยืนยันจะอยู่ที่ไห่ซือต่อไป
ส่วนเขา ก็แค่ผงกหัวรับอย่างเงียบๆ หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง
ต่อมาอีก ก็คือนางถูกวางแผนขายส่งเข้าไปในหุบเขาลึก
แล้วในยามที่นางกำลังจะตาย ก็ได้ยินซูยวี่หานด้วยสายตาที่แฝงความเย้ยหยันบอกนางว่า
ว่าหลังจากรู้ข่าวว่านางหายตัวไป ชายหนุ่มก็รีบกลับมาที่ไห่ซือเป็นคนแรก
สืบสวนหาหลักฐานไปทั่ว สุดท้ายก็สืบไปจนเจอกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์
แต่เสียดายที่ติดข้อจำกัดด้านการคมนาคมและเงื่อนไขต่างๆ การตามหานางจึงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
ประกอบกับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะทหาร
เมื่อวันหยุดใกล้จะหมดลง ชายหนุ่มก็จำใจต้องกลับไปยังกองทหาร
หลังจากนั้นอีกหลายปี ตราบใดที่มีวันหยุด เขาจะออกตามหาร่องรอยของนางไปทั่ว
แต่น่าเสียดาย ที่นางใกล้จะตายแล้ว เขาก็ยังหานางไม่พบ
ถึงแม้ตอนที่ได้ยินข่าวนี้ หัวใจของนางราวกับถูกมือใหญ่ๆ ข้างหนึ่งบีบรัดไว้แน่น
ทั้งเจ็บปวดรวดร้าวและอึดอัด
แต่มันก็ทำให้นางรู้ความลับอย่างหนึ่ง ว่าในใจของชายหนุ่มมีนางอยู่เสมอ
แม้จะไม่รู้ว่าความรักนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด
ในขณะนี้ที่ได้เห็นเขาอีกครั้ง ความอบอุ่นใจมีมากกว่าความดีใจ
"...ไอออกมาเป็นเสมหะฟองสีชมพูแล้ว"
"ผู้กอง ทีมแพทย์กู้ภัยมาถึงเมื่อไหร่"
เสียงแหบแห้งที่แฝงความกระวนกระวายอย่างชัดเจน เรียกสติของลู่เจาเสี่ยงที่ล่องลอยไปไกลกลับมา
เมื่อประมวลความหมายในคำพูดได้แล้ว นางก็รีบยกกระเป๋าหนังวัวที่อยู่ข้างมือวิ่งเข้าไปทันที
"ห้ามนอนราบ!" พอเห็นสภาพบริเวณที่ผู้คนรวมตัวกัน ก็รีบเอ่ยห้ามเสียงดัง
"พวกคุณทำเบาๆ หน่อย ประคองผู้บาดเจ็บมานั่งพิงกองหินข้างๆ นั่นได้"
"ระวัง ต้องเป็นด้านที่หลบลม"
"แล้วหนุนเป้ไว้ข้างหลังเขาให้หน่อย ทำให้ช่วงบนตัวตรงและโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ปล่อยขาทั้งสองข้างห้อยลงตามธรรมชาติก็พอ"
ชุดคำสั่งที่รวดเร็วและชัดเจน ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วพลันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
"คุณท่าน อย่ามาสั่งการมั่วๆ หน่อยเลย!" คนที่ตอบโต้เป็นคนแรกคือทหารที่ยืนอยู่ข้างๆ ชายหนุ่ม
"พวกเราไม่เข้าใจแพทย์ แต่ก็รู้ว่าคนบาดเจ็บควรนอนราบ"
"ถ้าทำตามที่คุณพูด อาการไอเป็นเลือดจะไม่หนักขึ้นกว่าเดิมหรือไง"
คนอื่นๆ ถึงแม้จะไม่พูดอะไร แต่สีหน้าบนใบหน้าก็สื่อถึงความเห็นเดียวกัน
ท่ามกลางเสียงทักท้วงของผู้คน ลู่เจาเสี่ยงสบตาชายหนุ่มตรงๆ
"ทำตามที่เธอพูด!" วินาทีถัดมา เสียงแหบพร่าก็ดังขึ้น
"เธอเป็นหมอ"
"ในเรื่องนี้ มีสิทธิ์พูดมากกว่าพวกเรา"
พอได้ยินว่าผู้หญิงที่จู่ๆ ก็โผล่มานั้นเป็นหมอ เหล่าทหารก็ไม่ทักท้วงอะไรอีกต่อไป
คำพูดของผู้กองของพวกเขาเอง ต้องเป็นความจริงแน่นอน
"คำพูดของคุณมีอานุภาพกว่าของฉันเสียอีก!" พอเห็นเหล่าทหารเริ่มลงมือตามที่นางกำชับ ลู่เจาเสี่ยงก็ค่อยๆ เดินไปตรงหน้าชายหนุ่ม
"ฉันรู้ว่าในใจคุณต้องมีคำถามมากมายแน่ๆ"
"แต่เดี๋ยว คงต้องรอให้ฉันปฐมพยาบาลเสร็จก่อนค่อยว่ากัน"
ระหว่างทางมานางก็มีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมด
แต่ก็จนปัญญา สถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้ออำนวย
ในฐานะหมอ คนไข้ต้องมาก่อนเสมอ
พอเห็นนางพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป เพ่ยเย่จื่อที่ยืนอยู่กับที่ยังไม่ทันตั้งตัว
เขาฝันไปหรือเนี่ย?
แต่ในไม่ช้าก็รู้สึกตัวได้ ว่านั่นไม่ใช่ภาพหลอก
เป็นเรื่องจริงที่เขเห็นกับตาตัวเอง
แต่... ทำไมนางถึงมาทิเบตเหนือกะทันหันได้ล่ะ?
ตอนแรกที่เขาชวนนางมา นางบอกว่าทิเบตเหนือเป็นดินแดนที่หนาวเหน็บลำเค็ญ ไม่เหมาะกับการที่มนุษย์จะอาศัยอยู่
แล้ววันนี้กลับคนเดียวตามมาหาเอง หรือว่าไห่ซือฝั่งนั้นมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น?
หรือไม่ก็... มาหาเขาเพื่อจะ...
เพียงแค่ชั่วขณะสั้นๆ ความคิดมากมายก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวของชายหนุ่ม
แต่สุดท้าย เขาก็รีบสาวเท้าตามร่างที่จากไปอย่างเร็ว
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรคิดในตอนนี้
"...ทำไมยังไอเป็นเลือดอยู่ล่ะ?"
"คุณหมอ วิธีที่คุณบอกน่ะ...ไม่เห็นได้ผลเลย"
เพิ่งจะเดินไปถึงที่หมาย ก็ได้ยินเสียงทักท้วงดังขึ้น
ไม่ทันที่เขาจะได้ช่วยพูดแก้ต่าง เจ้าตัวที่ถูกถามก็มีปฏิกิริยาก่อน
"เขานี่เป็นปอดบวมน้ำจากที่สูงระดับรุนแรง ร่วมกับถุงลมโป่งพองแตก"
"ถ้าให้นอนราบตรงๆ เลือดจะไหลเข้าถุงลมโดยตรง"
"ถึงตอนนั้นไม่ใช่ว่าอาการไอเป็นเลือดจะหนักขึ้นเท่านั้น ถ้ารุนแรงอาจทำให้หายใจไม่ออกจนเสียชีวิตได้"
นางอธิบายเหตุผลของการปรับท่าทางก่อน แล้วจึงพูดถึงจุดประสงค์ของการปรับท่าทาง
"ให้เขาพิงกองหิน เพราะหลักๆ เลยเพื่อลดเลือดที่คั่งค้างในขาที่ไหลย้อนกลับขึ้นมา"
"ภาระของหัวใจและปอดเบาลง อัตราการซึมของเลือดในถุงลมก็จะลดลง"
"อาการไอเป็นเลือดก็จะค่อยๆ ทุเลาลงเอง"
ศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ พวกเหล่าทหารฟังไม่รู้เรื่องแม้แต่คำเดียว
แต่เขากลับแยกประเด็นสำคัญในคำพูดออกมาได้ นั่นคือทหารใหม่คนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่อาการค่อยๆ ดีขึ้น
จึงเกาหัวท้ายทอยอย่างเขินๆ เล็กน้อย
"ขอโทษนะคุณหมอ ที่ผมเข้าใจคุณผิด"
"ผมเป็นคนบ้านๆ ไม่เข้าใจเรื่องการแพทย์"
ราวกับไม่ได้สังเกตเห็นความเก้อเขินของเขา ลู่เจาเสี่ยงพูดกับเขาอย่างเป็นกันเองเหมือนคุยกับคนรู้จัก
"ก่อนที่จะเรียนแพทย์ สิ่งที่ฉันรู้ก็ไม่ได้มากไปกว่าคุณเท่าไหร่หรอก"
"เอาเถอะ ถ้าไม่ยุ่งอะไรก็มาช่วยฉันหน่อย"
"คนเดียวดูจะไม่ค่อยไหว"
เพราะเห็นการเคลื่อนไหวของนางตลอด เหล่าทหารจึงเข้าใจเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่ไหวได้ในทันที
ถึงจะเป็นทหารใหม่ แต่ผู้บาดเจ็บก็เป็นผู้ชาย
น้ำหนักและรูปร่างก็เห็นๆ อยู่
แล้วคุณหมอก็เป็นคุณหมอหญิง
ความแตกต่างทางกำลังระหว่างชายหญิงก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เห็นได้ชัด
การช่วยปลดเครื่องพันธนาการบนตัวจึงเป็นเรื่องที่ต้องออกแรงมากจริงๆ
ชายหนุ่มเก็บสีหน้าเก้อเขินลงในพริบตา แล้วรีบนั่งยองๆ ลงไปช่วยทันที
ถอดอุปกรณ์ ปลดคอเสื้อ คลายเอวกางเกง
ทุกการเคลื่อนไหวล้วนรวดเร็วและมั่นคง
พอเห็นทั้งสองคนประสานงานกันได้อย่างเข้าขา เพ่ยเย่จื่อที่ยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มคนก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
