ผู้คุมโค้งตัวประจบประแจง “นายท่าน เราทิ้งซื่อจื่อไว้ที่นี่แหละ”
ผู้คุมเช็ดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผาก ระหว่างทางกลับเมืองหลวงครึ่งทางก็เจอกับนายท่านชุย
ชุยเลี่ยพลิกตัวลงจากม้า ก้าวยาว ๆ เดินตรงเข้าไป เห็นจิ้นโม่จือนอนตะแคงครึ่งตัวอยู่บนกองศพตั้งแต่แรก ใบหน้าถูเปื้อนเลือดของศพไหนไม่รู้
เขาเดินเข้าไปเตะ แววตาแฝงความดูถูก “จิ้นโม่จือ เกิดมาสูงศักดิ์แล้วยังไง? ซื่อจื่อแล้วยังไง? ตอนนี้ก็ยังไม่เหมือนปลาตายบนเขียงหรือ?”
“แกก็ไปอยู่ในนรกคอยดูดี ๆ เถอะ ดูว่าคนตระกูลจิ้นจะลงนรกไปทีละคนยังไง”
สิ้นเสียง ชุยเลี่ยก็คว้าคบเพลิงจากมือผู้คุมข้าง ๆ โยนทิ้งไปหนึ่งที ฤดูใบไม้ร่วงอากาศแห้ง กองศพในพริบตากลายเป็นภูเขาไฟ!
ภายใต้ค่ำคืนเหน็บหนาว ท่ามกลางแสงเพลิงทั่วฟ้า ใบหน้าของชุยเลี่ยเย็นเยียบ ดวงตาคมกริบ ริมฝีปากแฝงรอยยิ้มร้ายกาจ นั่นคือความปิติยินดีที่แผนสมปรารถนา
จนกระทั่งพวกชุยเลี่ยไปกันหมด ฉงซานถึงได้อดรนทนไม่ไหวเอ่ยว่า “ชุยเลี่ยไอ้สารเลวนั่นช่างเหี้ยมตัดรากถอนโคน แม้แต่ศพของซื่อจื่อยังจะเผาให้หมดจด”
จื่อสุ่ยตาเย็นจับจ้องแผ่นหลังของพวกนั้น แบกซื่อจื่อขึ้นแล้วบอกว่า “เรื่องสำคัญตอนนี้คือ ให้ซื่อจื่อฟื้นขึ้นมา!”
หลังจากศึกด่านผิงซากวน ซื่อจื่อบาดเจ็บสาหัสถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงด้วยหมายด่วน จากที่ซื่อจื่อขัดพระราชโองการปกป้องชาวบ้านหมู่บ้านนั้นสามร้อยครอบครัว ไปจนถึงรองแม่ทัพเหอที่เป็นพวกสกุลชุยมาแย่งผลงาน ซื่อจื่อกลับไปคราวนี้ดวงต้องซวยแน่
