ฟางเสี่ยวจวินพิงผนังทางเดิน มีผ้าห่มบาง ๆ คลุมตัว ดวงตาหรี่ปรือ แต่หูยังคอยฟังความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด
กลางดึก เขาได้ยินเสียงไอเบา ๆ แว่วออกมาจากห้องท่านผู้เฒ่าอย่างแผ่วเบา
แม้เสียงจะเบามาก แต่เทียบกับตอนกลางวันที่หายใจแทบไม่ทันแล้ว นับว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขายกยิ้มมุมปากในความมืด ไม่เข้าไปรบกวน ยังคงพิงผนังเฝ้าอยู่เช่นนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้น พอฟ้าสาง เจี่ยงหว่านชิงก็เปิดประตูออกมา
เธอสวมชุดอยู่บ้านสีเทาอ่อน มัดผมไว้ข้างหลังอย่างง่าย ๆ ใต้ตามีรอยคล้ำจาง ๆ เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนนอนไม่พอ
เธอเดินมาหยุดตรงหน้าฟางเสี่ยวจวิน ชะงักไปเล็กน้อย
ฟางเสี่ยวจวินยังนั่งอยู่บนพื้นทางเดิน หลังพิงกำแพง มือกำผ้าห่มไว้ หรี่ตามองเธอ
“พี่ฟาง พี่ไม่ได้นอนทั้งคืนเลยหรือคะ”
เจี่ยงหว่านชิงมองฟางเสี่ยวจวิน ถามด้วยความรู้สึกผิด
ฟางเสี่ยวจวินลุกขึ้นยืน คลายไหล่ที่เมื่อยล้า “ได้งีบไปบ้าง ไม่เป็นไร เข้าไปดูท่านผู้เฒ่าก่อนเถอะ”
ทั้งสองผลักประตูเข้าไป อากาศเย็นยะเยือกในห้องจางหายไปกว่าครึ่ง
แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาตกบนผ้าห่มตรงปลายเตียง อบอุ่นนุ่มนวล
ท่านผู้เฒ่าเจี่ยงแม้ยังไม่ตื่น แต่ลมหายใจราบเรียบขึ้นมาก สีหน้าซีดเซียวลดลง ริมฝีปากสีม่วงเข้มก็จางลงไม่น้อย
เจี่ยงหว่านชิงยืนข้างเตียง เอื้อมมือแตะหลังมือท่านปู่เบา ๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงไออุ่น
นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนที่ท่านหลับสนิทเช่นนี้
