ชายทะเลในเดือนกรกฎาคม สายลมอุ่นชื้นพัดปะทะใบหน้าอย่างจัง
ใกล้บ่ายสองโมงพอดี เป็นเวลาเข้างาน
เย่ซูหว่านรีบเดินกลับมาจากข้างนอกถึงโต๊ะทำงาน หยิบกระจกบานเล็กออกมาทันที มองใบหน้าที่แดงระเรื่อแล้วถอนหายใจเบา ๆ
งานที่สำนักงานท่าเรือนี้ดีไปหมดทุกอย่าง มีแค่ช่วงฤดูร้อนที่อยู่ติดทะเล พออุณหภูมิสูงขึ้นก็ไม่เป็นมิตรกับผิวเนียนละเอียดของเธอเอาเสียเลย
จ้าวเหมยจูเดินไปกดน้ำ พอเห็นท่าทางของเย่ซูหว่านก็ยิ้มแซวว่า “สาวน้อยก็รักสวยรักงามกันทั้งนั้นแหละ”
เย่ซูหว่านพูดว่า “พี่เหมยจูอายุมากกว่าฉันแค่ห้าปีเอง พวกเราก็เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นเดียวกันนะคะ!”
จากนั้นเธอก็เปลี่ยนเรื่อง “แต่วันนี้ทรมานจริง ๆ เดินมาได้ครึ่งทาง ตัวก็เหนียวเหนอะหนะไปหมดแล้ว”
ส่วนเรื่องที่เธอตั้งใจจะไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อครีมไข่มุกเพี่ยนไจ้หวง เธอควรเก็บไว้ไม่พูดในออฟฟิศดีกว่า ถึงอย่างไรขวดหนึ่งราคา 8 หยวนก็ออกจะแพงเกินไปสักหน่อย พอพูดออกไป พี่ ๆ รุ่นใหญ่ในออฟฟิศคงบ่นกันไม่หยุด
“นั่นสิ พอเข้าหน้าร้อน ความร้อนชื้นของเมืองชายทะเลอย่างพวกเรานี่ทรมานจริง ๆ”
ก่อนเริ่มงาน ทุกคนในออฟฟิศพากันบ่นเรื่องอากาศอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เข้าสู่การทำงาน ปลายปี 1985 สำนักงานท่าเรือเมืองไห่ชวีและท่าเรือได้ควบรวมกันเสร็จเรียบร้อย พอถึงปี 1986 ก็เริ่มขยายงานออกสู่ภายนอกแล้ว ทุกคนในสำนักงานท่าเรือต่างยุ่งกันหัวหมุน
หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่อปีก่อน เย่ซูหว่านก็ได้รับการจัดสรรให้มาทำงานที่แผนกต้อนรับและดำเนินงานของสำนักงานสำนักงานท่าเรือ รับผิดชอบงานติดต่อกับภายนอกและแปลภาษาอังกฤษ
เอกสารที่ต้องแปลวางอยู่บนโต๊ะทำงานแล้ว เป็นเอกสารเกี่ยวกับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ศัพท์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องทำเอาเย่ซูหว่านปวดหัวอยู่ไม่น้อย
ก่อนทะลุมิติมา เธอเรียนเอกภาษาอังกฤษ พอทะลุมิติมาเกิดเป็นเด็กสาวในหมู่บ้าน เธอก็ทั้งโล่งใจที่พ่อเป็นเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน แถมยังได้รับความเอ็นดูจากครอบครัว ไม่ต้องลงไปทำงานในไร่นา ขณะเดียวกันก็รู้ตัวดีว่าตนเองทนความลำบากไม่เก่ง ไม่มีหัวค้าขาย สิ่งเดียวที่พอจะมีดีอยู่บ้างก็คือสมองค่อนข้างฉลาดและมีพรสวรรค์ด้านภาษา
ดังนั้นตอนเข้ามหาวิทยาลัย เธอจึงเลือกเรียนเอกภาษาอังกฤษ เดิมทีตั้งเป้าไว้แค่ว่าหลังเรียนจบจะเป็นครูมัธยมปลาย ใครจะคิดว่าเพราะได้คะแนนวิชาเอกเป็นอันดับหนึ่ง เธอจึงถูกจัดสรรให้มาทำงานในตำแหน่งดี ๆ อย่างสำนักงานท่าเรือ
วันที่รู้ผลการจัดสรร พ่อกับปู่ของเธอดื่มเหล้าเหล่าไป๋กานด้วยกันคนละขวด พอเมาก็โอบไหล่กันร้องไห้ ซาบซึ้งว่าครอบครัวชาวนาของพวกเขาในที่สุดก็มีหงส์ทองบินออกมาได้สักตัว
ตอนนี้เย่ซูหว่านทำเครื่องหมายตรงจุดที่ไม่ชัดเจนในเอกสารไว้หมดแล้ว พอใกล้เวลาเลิกงาน เธอก็ถือเอกสารไปหาผู้อำนวยการ
ผู้อำนวยการถงอายุสามสิบกว่า การได้เป็นผู้อำนวยการหน่วยงานสำคัญของสำนักงานท่าเรือ นอกจากมีเส้นสายและภูมิหลังแล้ว ตัวเขาเองก็มีความสามารถและตั้งใจทำงานจริงด้วย
เขากำลังจัดการเอกสารอยู่ พอเห็นเย่ซูหว่านก็ทักด้วยท่าทีเป็นมิตร “เสี่ยวเย่ มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
เย่ซูหว่านยื่นเอกสารในมือให้ผู้อำนวยการถงดู แล้วอธิบายว่า “ในนี้มีศัพท์เฉพาะทางกับมาตรฐานอุตสาหกรรมบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน ฉันกลัวว่าจะแปลผิด เลยคิดว่าจะไปค้นเอกสารที่เกี่ยวข้องในหอสมุดประจำเมืองค่ะ”
ผู้อำนวยการถงรู้ดีว่าเอกสารฉบับนี้สำคัญแค่ไหน พออ่านอย่างละเอียดแล้วก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก “ดี พรุ่งนี้เช้าก็ไปหอสมุดเลย เดี๋ยวผมแจ้งฝ่ายดูแลเวลาเข้างานให้เอง เลิกงานได้แล้ว!”
พอดูเวลา ก็ห้าโมงครึ่งแล้วจริง ๆ แผนกของพวกเขาไม่มีงานด่วนอะไร ทุกคนจึงเลิกงานตามเวลา
เย่ซูหว่านวางเอกสารไว้บนโต๊ะ แล้วเดินออกจากออฟฟิศไปพร้อมเพื่อนร่วมงาน ระหว่างทางเดิน ฉินเหมียวเหมียวยืนรอเธออยู่ พอเห็นเย่ซูหว่านออกมาก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ซูหว่าน รีบกลับกันเถอะ”
วันนี้พวกเธอนัดกันว่าจะไปเดินดูของที่ห้างสรรพสินค้า แล้วค่อยกินมื้อเย็นข้างนอก
หลังเรียนจบ เย่ซูหว่านกับฉินเหมียวเหมียวได้รับการจัดสรรให้มาทำงานที่สำนักงานท่าเรือพร้อมกัน แต่ฉินเหมียวเหมียวเรียนบัญชี จึงได้ไปอยู่ฝ่ายการเงิน
ที่จริงคนรุ่นเดียวกับพวกเธอมีสิบเอ็ดคนที่ได้รับการจัดสรรให้มาทำงานที่สำนักงานท่าเรือ แต่เย่ซูหว่านกับฉินเหมียวเหมียวถูกคอกันที่สุด ถ้าถามเหตุผล ก็คงเพราะทั้งคู่ใช้เงินเก่งพอกัน
ฉินเหมียวเหมียวพูดว่า “เดือนนี้เงินเดือนของพวกเราได้ค่าคลายร้อนเพิ่มด้วย ถึงระดับของพวกเราจะได้แค่ 11 หยวน 5 เหมา แต่จ่ายต่อเนื่องสามเดือน รวมกันแล้วก็ไม่น้อยเลยนะ”
เธออยู่ฝ่ายการเงิน จึงได้ข่าวแบบนี้ง่าย ๆ อีกทั้งไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง ฉินเหมียวเหมียวเลยเล่าให้เย่ซูหว่านฟัง
เย่ซูหว่านฟังแล้วก็ยิ้ม “ฉันกำลังคิดจะซื้อครีมไข่มุกเพี่ยนไจ้หวงพอดี ทุกวันต้องตากแดดจ้าไปทำงานจนหน้าแดงไปหมด ได้ยินว่าของนั่นใช้ดีนะ!”
ฉินเหมียวเหมียวได้ยินแล้วก็สนใจขึ้นมา “ดีเลย งั้นฉันซื้อสักขวดด้วย”
ทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะกันพลางเดินออกจากสำนักงานท่าเรือ แล้วก็เห็นเฉิงเหวินหยวนยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
ฉินเหมียวเหมียวแซวว่า “ดูท่าคนที่จะไปเดินห้างกับเธอคงไม่ใช่ฉันแล้วละ”
เฉิงเหวินหยวนเป็นคนรักที่เย่ซูหว่านคบหาอย่างจริงจัง ทั้งคู่เตรียมจะไปพบผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายในสุดสัปดาห์นี้
เย่ซูหว่านรับคำแซวอย่างเปิดเผย “งั้นคราวหน้าเราค่อยนัดกันใหม่นะ”
ฉินเหมียวเหมียวไม่คิดจะเป็นก้างขวางคออยู่แล้ว พูดหยอกกันอีกสองสามประโยคก็แยกตัวไป
เฉิงเหวินหยวนเข็นจักรยานมาหาเย่ซูหว่าน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใส “ผมมีธุระแถวนี้พอดี เลยคิดว่าจะชวนคุณไปกินข้าวด้วยกัน เพื่อนผมเปิดร้านปิ้งย่างอยู่ร้านหนึ่ง ให้เกียรติไปด้วยกันไหมครับ?”
ราวปี 1985 โรงงานของรัฐหลายแห่งเริ่มซบเซาลงแล้ว คนที่กล้าตัดสินใจก็ยื่นเรื่องหยุดรับเงินเดือนชั่วคราวแล้วออกไปทำธุรกิจ
ร้านอาหารเล็กใหญ่จึงเริ่มผุดขึ้นรอบ ๆ เย่ซูหว่านยังคิดอยู่เลยว่าเมื่อไรจะมีร้านปิ้งย่างหรือหม้อไฟเปิดสักที นี่ไง ตอนนี้ก็มีแล้ว!
เธอตอบว่า “ได้ค่ะ รอฉันแป๊บหนึ่งนะ ฉันกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
ทำงานมาทั้งวัน เสื้อผ้าของเธอชุ่มเหงื่อไปหมด เย่ซูหว่านไม่ค่อยชอบความเหนียวเหนอะหนะแบบนี้
“ไม่ต้องรีบ ผมรอคุณได้” เฉิงเหวินหยวนบอก
ตอนนี้ยังไม่ถึงหกโมงดีด้วยซ้ำ ฤดูร้อนฟ้ามืดช้า ปิ้งย่างอะไรแบบนี้กินตอนค่ำกว่านี้หน่อยถึงจะได้บรรยากาศ
เย่ซูหว่านไม่โอ้เอ้ ในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เข้ามาทำงานในสำนักงานท่าเรือ และเมื่อหอพักยังมีห้องว่างอยู่มาก เธอจึงได้รับห้องเดี่ยว แม้จะเล็กมาก แต่ก็ทำให้เธอตื่นเต้นไม่น้อย ถึงอย่างไรหลังจากมาอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี ในที่สุดเธอก็มีห้องที่เป็นของตัวเองสักห้อง
หลังอาบน้ำเสร็จ เธอเปลี่ยนเป็นกระโปรงยาวเข้ารูปลายตารางสีฟ้าชมพูแล้วเดินออกมา ใบหน้านี้แม้ไม่แต่งแต้มเครื่องสำอางก็สวยสะดุดตาพอแล้ว ทุกครั้งที่เย่ซูหว่านมองกระจก เธอก็อดชื่นชมตัวเองอย่างเต็มที่ไม่ได้
เฉิงเหวินหยวนเห็นเย่ซูหว่านแล้วก็อดตะลึงเล็ก ๆ ไม่ได้ การนัดดูตัวของทั้งคู่เป็นโอกาสที่เขาพยายามไขว่คว้ามา หลังปลดประจำการ เขาเข้าทำงานในคณะกรรมการวางแผนเศรษฐกิจ และได้เป็นรองหัวหน้าแผนกวางแผนการค้าและการค้าต่างประเทศ
ครั้งแรกที่เขาได้พบเย่ซูหว่านคือที่โรงงานเหล็กของพ่อ ตอนนั้นเย่ซูหว่านน่าจะถูกส่งไปช่วยแปลการประชุมกับชาวต่างชาติ สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจยิ่งกว่ารูปลักษณ์ของเธอ คือภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วและท่าทีสุขุมไม่หวั่นไหวของเธอ แม้ต้องรับมือกับความยุ่งยากสารพัดจากนักลงทุนต่างชาติ
หลังจากนั้นเขาก็ถามพ่อ ก่อนจะพยายามหาทางไปเรื่อย ๆ จนได้โอกาสนัดดูตัวกับเธอ
ตอนนี้ทั้งคู่คบหากันอย่างมั่นคงมาครึ่งปีแล้ว
