ซูถิงอวี้ได้ยินคำว่า “เจ้าของร้าน” แล้วปลื้มใจจนยิ้มแก้มแทบปริ กำลังจะพูดอะไรสักอย่าง เสียงกระแทกทึบหนักก็ดังมาจากหน้าประตู
ทุกคนหันขวับไปมองพร้อมกัน
ด้านนอกหน้าต่าง มีคนคนหนึ่งแนบตัวอยู่กับประตูกระจก กำลังยื้อยุดสุดแรงกับซอมบี้ที่คว้าข้อเท้าของเธอไว้
ซูถิงอวี้ไม่ลังเล วิ่งพรวดไปที่ประตูทันที อู๋เสียตะโกนไล่หลังว่า “เฮ้ เธอ—”
เธอกระชากประตูเปิด ความร้อนระอุปะทะใบหน้า ก่อนจะเอื้อมมือคว้าคอเสื้อของอีกฝ่าย แล้วออกแรงดึงกลับมา ผู้รอดชีวิตกลิ้งล้มลุกคลุกคลานเข้ามาในโถง ซอมบี้ด้านนอกไล่ตามมาถึง มันก้าวขาข้างหนึ่งขึ้นบันได แล้วก็หยุดนิ่ง
ราวกับสัญญาณขาดหาย ซอมบี้ยืนนิ่งค้าง เอียงศีรษะ ดวงตาขุ่นมัวกลอกไปมาในอากาศ ทั้งที่มีคนอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่มันกลับมองไม่เห็น รออยู่ครู่หนึ่งอย่างลังเล ก่อนจะหันหลังเดินโซเซจากไป
โถงใหญ่เงียบงันไปชั่วขณะ
อู๋เสียอ้าปากค้าง “มัน...ทำไมถึงเดินไปล่ะ?”
ซูถิงอวี้ปิดประตู หอบหายใจแล้วหันกลับมา สีหน้าของเธอยังตื่นตระหนกไม่หาย “นี่แหละขอบเขตของม่านพลังกั้นที่ฉันพูดถึงเมื่อกี้ ซอมบี้สัมผัสไม่ได้ว่ามีคนเป็นอยู่ตรงนี้ พอเธอก้าวเข้ามา มันก็เสียเป้าหมายไป”
เฮยเสียจื่อพิงอยู่ข้างประตู จิ๊ปากเบา ๆ “เจ้าของร้าน ใจกล้าไม่เบาเลยนะ”
ซูถิงอวี้กำลังจะตอบ จู่ ๆ ก็ชะงักไป
ผู้รอดชีวิตคนนั้นขดตัวอยู่บนพื้น แขนเสื้อขาดวิ่น เผยให้เห็นบาดแผลน่ากลัวหลายรอยบนท่อนแขน เนื้อฉีกเปิด เลือดสีแดงคล้ำซึมออกมา มองปราดเดียวก็รู้ว่าเกิดจากเล็บข่วน เล็บของซอมบี้
ใบหน้าซูถิงอวี้ซีดเผือดทันที เธอหันขวับไปทางหน้าต่างระบบ เสียงเปลี่ยนไปจนฟังออก “ระบบ! เธอบาดเจ็บ! ถูกซอมบี้ข่วนหรือเปล่า? เธอจะกลายเป็นซอมบี้ไหม?!”
หน้าจอระบบไม่ตอบสนอง ยังคงลอยนิ่งเงียบอยู่กลางอากาศ
ซูถิงอวี้ยิ่งลนลาน “แย่แล้ว แย่แล้ว แย่แล้ว! ถ้าเธอกลายเป็นซอมบี้ แล้วมากัดทุกคนในโรงแรมคนละคำ พวกเราจะตายกันหมดไหมเนี่ย? ไม่สิ ต้องโดนกวาดเรียบทั้งกลุ่มแน่—”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง หางตาของเธอก็เห็นแสงเย็นวาบหนึ่ง ซูถิงอวี้หันไปมอง จางฉี่หลิงเดินมาถึงตรงหน้าเธอตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ดาบโบราณสีดำทองชักออกจากฝักไร้เสียง ปลายดาบจ่อไปยังผู้รอดชีวิตที่อยู่บนพื้น
ซูถิงอวี้ตกใจจนแทบสิ้นสติ รีบคว้าข้อมือเขาไว้ “พี่เสี่ยวเกอ เดี๋ยวก่อน ๆ ๆ—!”
ในจังหวะที่สถานการณ์ตึงเครียดจนพร้อมปะทุ หน้าจอระบบก็เด้งข้อความสีทองตัวหนาขึ้นมาหนึ่งบรรทัดในที่สุด
【ตรวจสอบ: ผู้รอดชีวิตเป็นผู้มีพลังพิเศษ มีรอยสีทองปรากฏบนผิวกาย บาดแผลในขณะนี้เกิดจากเล็บซอมบี้ข่วน เป็นเพียงบาดแผลภายนอกทั่วไป ไม่ติดเชื้อไวรัสซอมบี้ ร่างกายของผู้มีพลังพิเศษมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสซอมบี้โดยสมบูรณ์ จะไม่กลายเป็นซอมบี้ รอยสีทองเป็นเครื่องหมายประจำตัวของผู้มีพลังพิเศษ และมีความสามารถฟื้นฟูตนเองขั้นพื้นฐาน】
ซูถิงอวี้ก้มลงเพ่งดูให้ชัด—เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ใต้คราบเลือดที่เปื้อนอยู่ทั่วตัวของอีกฝ่าย มีลวดลายสีทองละเอียดจาง ๆ พาดอยู่บริเวณลำคอและหลังมือ คล้ายเส้นเคลือบบนเครื่องลายคราม มองเห็นเลือนรางเมื่อกระทบแสง
ซูถิงอวี้ถอนหายใจยาว ร่างทั้งร่างผ่อนลงราวกับถูกสูบกระดูกออกไป “ตกใจหมด...นึกว่าเปิดร้านวันแรกก็จะทำคนตายยกกลุ่มซะแล้ว”
เธอหันไปมองจางฉี่หลิง ดาบยังค้างอยู่กลางอากาศและยังไม่ได้เก็บ เธอแตะคมดาบเบา ๆ “พี่เสี่ยวเกอ เก็บดาบเถอะ ระบบบอกว่าเธอมีภูมิคุ้มกัน ไม่กลายเป็นซอมบี้หรอก”
จางฉี่หลิงเหลือบมองรอยสีทองบนตัวอีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนเก็บดาบกลับเข้าฝักอย่างไร้สีหน้า แล้วถอยกลับไปยืนชิดกำแพง
เฮยเสียจื่อไม่รู้ว่าเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไร เขาก้มตัว มองผู้รอดชีวิตผ่านแว่นกันแดดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลากเสียงพูดว่า “โห แขกคนแรกก็เป็นผู้มีพลังพิเศษแล้ว เจ้าของร้านนี่ดวงดีอะไรอย่างนี้”
อู๋เสียถึงค่อยผ่อนลมหายใจออก สีหน้าเจือความหวาดหวั่น “ยังดี ยังดี”
ซูถิงอวี้รีบไกล่เกลี่ย “ไม่เป็นไร เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย! พี่เสี่ยวเกอตอบสนองไวมาก เดี๋ยวเพิ่มน่องไก่ให้—ถึงตอนนี้จะยังไม่มีน่องไก่ก็เถอะ”
เฮยเสียจื่อหัวเราะ “เจ้าของร้านวาดฝันเก่งไม่เบาเลยนะ”
เซี่ยอวี่ฮวาคุกเข่าลงไปแล้ว ไม่รู้ว่าไปเอาผ้าสะอาดมาจากไหน เขาชุบน้ำแร่เล็กน้อยแล้วเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าของอีกฝ่าย เผยให้เห็นเค้าโครงใบหน้าด้านล่าง ผมสั้นเกรียน โหนกคิ้วสูง สันจมูกโด่ง ใบหน้าคมชัด เป็นหญิงสาวที่ดูองอาจอยู่ไม่น้อย แม้ใบหน้าจะซีดขาว แต่ดูแล้วไม่ได้เป็นอะไรมาก
เซี่ยอวี่ฮวาชักมือกลับ “ย้ายเธอไปที่โซฟาก่อน รอให้ฟื้นแล้วค่อยจัดการเช็กอิน”
ทุกคนช่วยกันประคองหญิงสาวผมสั้นเกรียนไปนอนบนโซฟา เซี่ยอวี่ฮวาจัดการบาดแผลให้เธออย่างง่าย ๆ จางฉี่หลิงยืนอยู่ข้างโซฟา ก้มมองแวบหนึ่งแล้วเดินจากไป กลับไปยืนประจำที่ข้างหน้าต่างเหมือนเดิม ราวกับรูปสลักเงียบงัน เฮยเสียจื่อนั่งแหมะลงบนเก้าอี้เดี่ยวฝั่งตรงข้ามโซฟา ไขว่ห้างแล้วกวาดตามองรอบโถงใหญ่ “เอาละ แขกคนแรกนอนเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็รอให้เธอฟื้นเอง”
ซูถิงอวี้ยืนอยู่ข้าง ๆ ท้องส่งเสียงร้องโครกครากดังชัดเจน
เธอหน้าแดง รีบกุมท้องไว้ พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ไปรับของฟรีจากตู้ขายสินค้า จึงเร่งฝีเท้าไปที่เคาน์เตอร์แล้วคุ้ยของออกมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 3 ถ้วย ขนมปัง 2 ชิ้น น้ำแร่ 3 ขวด วางเรียงเป็นระเบียบบนโต๊ะ
จากนั้นเธอเงยหน้าขึ้น กวาดตามองจากซ้ายไปขวาแล้วจากขวาไปซ้าย นับทั้งสี่คนทีละคน: จางฉี่หลิง อู๋เสีย เฮยเสียจื่อ เซี่ยอวี่ฮวา รวมกับตัวเธอเองก็เป็นห้าคน
บะหมี่ 3 ถ้วย ขนมปัง 2 ชิ้น น้ำแร่ 3 ขวด
ห้าคน บะหมี่สามถ้วย
รอยยิ้มของซูถิงอวี้แข็งค้างบนใบหน้า
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “เอ่อ...ระบบ ขอถามหน่อย พนักงานมีสวัสดิการอะไรบ้างไหม? อย่างเช่นมีอาหารกับที่พักให้หรืออะไรทำนองนั้น ดูพวกเราสิ...ห้าคน แต่มีบะหมี่สามถ้วย แบ่งกันไม่พอแน่”
หน้าจอระบบสว่างขึ้น
【สวัสดิการพนักงานมีดังนี้】
【หนึ่ง ที่พักฟรี: จัดสรรห้องพักพนักงานคนละหนึ่งห้อง พร้อมเตียงและโต๊ะเก้าอี้พื้นฐาน】
【สอง เงินสนับสนุนอาหารสามมื้อ: พนักงานแต่ละคนจะได้รับเงินสนับสนุนค่าอาหารตามมาตรฐานในแต่ละวัน โดยจ่ายตามปริมาณเสบียงสำรองของโรงแรมในปัจจุบัน】
【สาม การจ่ายค่าจ้าง: พนักงานที่ทำผลงานได้ดีและทำภารกิจของระบบสำเร็จ จะได้รับคะแนนพิเศษ คะแนนสามารถนำไปแลกสิ่งของหรือใช้ยกระดับโรงแรมได้】
【สี่ บัตรใช้จ่ายส่วนตัว: พนักงานแต่ละคนจะได้รับบัตรใช้จ่ายสำหรับโรงแรมหนึ่งใบ มีฟังก์ชันเหมือนกับบัตรของผู้ดูแล สามารถแลกคะแนนได้ที่เคาน์เตอร์และใช้จ่ายที่ตู้ขายสินค้า】
ดวงตาซูถิงอวี้เป็นประกาย “มีบัตรด้วยเหรอ? งั้นพวกเขาก็ซื้อของกินเองได้ใช่ไหม?”
【ใช่ บัตรใช้จ่ายของพนักงานเติมเงินสนับสนุนวันแรกให้แล้ว สามารถใช้จ่ายที่ตู้ขายสินค้าได้】
ซูถิงอวี้หันขวับไปมองทั้งสี่คน ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ “พวกคุณมีบัตรแล้ว! ซื้อของกินเองได้แล้ว! รีบไปดูเร็ว ในตู้มีบะหมี่ ขนมปังกับน้ำ อยากกินอะไรก็เลือกได้เลย!”
อู๋เสียก้มมองบัตรกึ่งโปร่งแสงที่จู่ ๆ ก็มาอยู่ในมือ ยังตั้งตัวไม่ทัน “ของนี่มาอยู่ในมือฉันแล้วเหรอ? ได้มาตอนไหนเนี่ย?”
เฮยเสียจื่อพลิกบัตรไปมาในมือ ก่อนยิ้มแล้วลุกขึ้น “ได้ ฉันไปดูหน่อยว่ามีอะไรอร่อยบ้าง”
เขาเดินไปที่ตู้ขายสินค้า ก้มตัวเข้าไปดูของข้างใน แล้วลากเสียงอ่าน “บะหมี่...เนื้อตุ๋น ซุปผักกาดดองเปรี้ยวสูตรเก่า ไก่ตุ๋นเห็ดหอม อาหารทะเล...โห เจ้าของร้าน เมนูโรงแรมเรามีแค่นี้เองเหรอ?”
ซูถิงอวี้ตอบอย่างมั่นใจ “เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ ของมีให้เลือกไม่มาก แต่มีตั้งสี่รส ยังไงก็ต้องมีสักรสที่ถูกใจนายแหละ!”
เฮยเสียจื่อหัวเราะ ยื่นมือหยิบรสบะหมี่ผักกาดดองเปรี้ยวสูตรเก่า “ก็ได้”
จางฉี่หลิงเดินเข้ามาด้วย เขาหยุดยืนหน้าตู้ขายสินค้า กวาดตามองบะหมี่ทั้งสี่แถวโดยไม่ลังเล แล้วเอื้อมมือหยิบรสไก่ตุ๋นเห็ดหอมหนึ่งถ้วยกับน้ำหนึ่งขวด แตะบัตรแล้วเดินจากไป
ซูถิงอวี้มองตามจากด้านหลังอย่างอึ้ง ๆ พึมพำเสียงเบา “เขาเลือกไก่ตุ๋นเห็ดหอมจริง ๆ ด้วย...”
เฮยเสียจื่อหูไว รับคำทันที “อะไร เจ้าของร้านจะคุมด้วยเหรอว่าพนักงานเลือกกินรสไหน?”
ซูถิงอวี้รีบโบกมือ “ไม่ ๆ ฉันแค่สงสัยเฉย ๆ แค่อยากรู้เท่านั้นเอง”
เฮยเสียจื่อหัวเราะแล้วเดินจากไป
อู๋เสียยืนลังเลอยู่หน้าตู้ขายสินค้านานพอสมควร ก่อนพึมพำกับตัวเอง “ผักกาดดองสูตรเก่าเผ็ด ส่วนไก่ตุ๋นเห็ดหอมพี่เสี่ยวเกอเอาไปแล้ว...งั้นเอาเนื้อตุ๋นแล้วกัน น่าจะพอกินได้” จากนั้นหยิบบะหมี่รสเนื้อตุ๋นหนึ่งถ้วยกับน้ำหนึ่งขวด แตะบัตรแล้วเดินออกมา
เฮยเสียจื่อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พูดแทรกขึ้นว่า “เสี่ยวเทียนเจิน นายเลือกบะหมี่ถ้วยเดียวอย่างกับทำข้อสอบคณิตศาสตร์แน่ะ”
อู๋เสียถลึงตามองเขา “ฉันก็แค่รอบคอบหน่อยไม่ได้หรือไง”
เซี่ยอวี่ฮวาเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน เขาหยุดหน้าตู้ขายสินค้าแล้วกวาดตามองรสชาติที่เหลืออย่างตั้งใจ สุดท้ายจึงเอื้อมมือหยิบบะหมี่รสอาหารทะเลขึ้นมา เขามองชื่อบนซอง ดูเหมือนจะพอใจอยู่ไม่น้อย ก่อนพยักหน้าให้ซูถิงอวี้ “ขอบคุณนะ เจ้าของร้าน”
ซูถิงอวี้รอจนทุกคนหยิบของเสร็จแล้ว จึงหยิบบะหมี่รสเนื้อตุ๋นที่ได้มาฟรีหนึ่งถ้วยกับน้ำหนึ่งขวด ส่วนขนมปังที่เหลือ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเก็บไว้ให้หญิงสาวผมสั้นที่นอนอยู่บนโซฟา
ทั้งห้าคนเติมน้ำร้อนใส่บะหมี่ ไม่นานกลิ่นหอมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็อบอวลไปทั่วโถงใหญ่ เติมบรรยากาศมีชีวิตชีวาให้สถานที่แห่งนี้ กลิ่นเข้มข้นของเนื้อตุ๋นเป็นกลิ่นหลัก ความเปรี้ยวเผ็ดของผักกาดดองพุ่งฉุย กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไก่ตุ๋นเห็ดลอยอวลอยู่ข้าง ๆ ส่วนกลิ่นสดใหม่ของอาหารทะเลค่อย ๆ วนเวียนไปทั่ว จนท้องที่หิวโหยทั้งห้าใบส่งเสียงร้องขึ้นมาพร้อมกัน
ซูถิงอวี้เปิดฝา เส้นบะหมี่อืดได้ที่ เหนียวนุ่มกำลังดี เธอคีบขึ้นมาคำใหญ่ เป่าฟู่ ๆ สองทีแล้วส่งเข้าปาก ความร้อนลวกจนต้องสูดปาก แต่ก็เสียดายเกินกว่าจะคายออกมา เธอจึงสูดลมเย็นพลางพูดอู้อี้ด้วยความชื่นชม “อร่อย...อร่อย...ไม่น่าเชื่อเลยว่ามื้อแรกในวันสิ้นโลกจะได้กินบะหมี่ร้อน ๆ ฉันมีความสุขมาก...”
เฮยเสียจื่อเปิดฝาบะหมี่ของตัวเอง กลิ่นผักกาดดองสูตรเก่าพุ่งขึ้นมาจนแทบทะลุหัว เขาคีบขึ้นมาคำหนึ่ง ซู้ดเข้าปาก เคี้ยวสองสามทีแล้วให้คำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา “ใช้ได้ ผ่าน รสชาติมาถูกทาง”
อู๋เสียลองชิมบะหมี่รสเนื้อตุ๋นของตัวเอง ถูกความเผ็ดเล่นงานจนสูดปาก เขากระดกน้ำสองอึกแล้วค่อยพูดว่า “เผ็ดนี่นา...”
เซี่ยอวี่ฮวาจิบซุปอย่างไม่รีบร้อน แล้วให้ความเห็นเรียบ ๆ “น้ำซุปรสอาหารทะเลหอมหวานดีเหมือนกัน”
ซูถิงอวี้อมบะหมี่ไว้ในปาก พูดอู้อี้ตอบ “ใช่ไหมล่ะ ๆ! ฉันก็ว่ามันดูน่าอร่อย! คราวหน้าฉันจะลองรสนั้นบ้าง!”
พูดจบ สายตาของเธอก็ลอยไปทางหน้าต่างโดยไม่รู้ตัว จางฉี่หลิงนั่งอยู่ตรงนั้น บะหมี่รสไก่ตุ๋นเห็ดวางอยู่บนตัก เขาก้มหน้า กินอย่างเงียบ ๆ
เฮยเสียจื่อมองตามสายตาเธอไปแวบหนึ่ง หัวเราะเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร แล้วก้มหน้าซู้ดบะหมี่ต่อ
จู่ ๆ คนที่นอนอยู่บนโซฟาก็ครางเสียงต่ำในลำคอ ขยับตัวราวกับกำลังจะตื่น ทุกคนหยุดมือพร้อมกัน
ซูถิงอวี้วางถ้วยบะหมี่ลง เช็ดปากแล้วตบมือเบา ๆ “มาแล้ว ๆ แขกคนแรกของคืนนี้ กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ”