บทที่ 2 ลูกมาร
ชั่วขณะนั้น ทั้งห้องเรียนเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก
วินาทีถัดมา เสียงอื้ออึงก็ระเบิดขึ้น
“เชี่ย! นี่ภาพโฮโลแกรมใช่ไหม? โรงเรียนใจดีขนาดนี้เลยเหรอ? ถึงกับให้พวกนักเรียนอย่างเราได้กินของดี ๆ แล้ว?”
“แล้วคนเมื่อกี้ที่โผล่มาจากอากาศธาตุ ก่อนจะหายไปดื้อ ๆ นั่นอีก ฉันเกือบโดนทำเอาขวัญกระเจิง!”
“ตัวหนังสือบนกระดานดำพวกนี้มันอะไรกัน? เล่นเกมกับพวกเราอยู่หรือไง?”
“กิจกรรมบันเทิงเหรอ?”
ถึงขั้นมีคนเดินขึ้นไปบนแท่นบรรยาย ตั้งใจจะเอาแปรงลบกระดานไปลบตัวหนังสือพวกนั้น แต่กลับพบว่าลบไม่ออก...
บางคนก็เที่ยวมองหาอุปกรณ์ฉายภาพอยู่ทั่วห้อง
“นี่... ผีหลอกหรือเปล่า?” เจิ้งอี้ตัวสั่นเล็กน้อย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะถ่ายรูปลงโมเมนต์ แต่แล้ว... ดวงตาก็เบิกกว้าง เพราะโทรศัพท์ถ่ายตัวอักษรบนกระดานดำไม่ติดเลย
ทว่าตาเปล่าของเขากลับมองเห็นตัวหนังสือขนาดใหญ่หลายบรรทัดบนกระดานดำได้ชัดเจน
แม้แต่ตัวเลขนับถอยหลังที่ค่อย ๆ ลดลงก็ยังมองเห็น
นี่มันถูกต้องหรือไง?
ต่อให้เป็นภาพโฮโลแกรมก็ต้องถ่ายติดสิ!
ตอนนั้นเอง ซูซิ่งตบไหล่เขาเบา ๆ “ที่นายเดาไว้คงไม่ผิดหรอก ผีหลอกจริง ๆ”
ซูซิ่งเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งที่ปรากฏขึ้นมานี่มันคืออะไรกันแน่... แต่เขารู้ว่า... เป้าหมายที่อยากให้มันฆ่าเขา คงสำเร็จในไม่ช้า
วินาทีถัดมา เขาลุกขึ้น แล้วเดินไปทางแท่นบรรยายเช่นกัน
เจิ้งอี้จ้องแผ่นหลังของซูซิ่ง ในใจรู้สึกถึงลางร้ายอย่างบอกไม่ถูก
ตอนนี้ทุกคนบนแท่นบรรยายกำลังค้นข้าวของกันอุตลุด เพื่อหาอุปกรณ์ฉายภาพ ไม่มีใครยอมเชื่อว่ามีผีหลอก
ถึงอย่างไร ยุคนี้ก็ยึดถือวัตถุนิยม
พูดว่าบนโลกนี้มีเทพเซียน ปีศาจ และมาร ยังสู้พูดว่าหมูบินขึ้นฟ้าไม่ได้ เพราะในยุคนี้ แค่ติดปีกจักรกลให้หมู มันก็ขึ้นฟ้าได้จริง ๆ
ซูซิ่งหยิบชอล์กบนโต๊ะขึ้นมา มองคำถามบนกระดานดำแล้วหัวเราะออกมา
ส่วนไหนของมนุษย์อร่อยที่สุด!
ฟังดูเป็นคำถามที่คนปกติจะถามหรือไง?
ถ้านักเรียนอย่างพวกเขาเคยกินเนื้อมนุษย์จริง ยังจะมาเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้ได้หรือ?
ในเวลาเดียวกัน คนทั้งห้องหันมามองซูซิ่ง เพราะพวกเขาสังเกตเห็นแล้วว่าเขากำลังจะเขียนคำตอบ
“เดี๋ยวก่อน!!” เสียงใสเสียงหนึ่งดังขึ้น เด็กหนุ่มสวมแว่นกรอบดำที่นั่งอยู่ด้านล่างลุกขึ้นยืน เขาพูดอย่างมั่นใจว่า “ซูซิ่ง นายที่ได้คะแนนรั้งท้ายห้องจะไปตอบอะไร!”
“ถ้านี่เป็นโจทย์ที่โรงเรียนตั้งให้เราล่ะ?”
“บางทีอาจเกี่ยวกับธงเกียรติยศประจำชั้นก็ได้!”
“คำถามนี้ควรให้เพื่อนทั้งห้องช่วยกันคิด”
“นายจะตอบส่งเดชไม่ได้!”
“อีกอย่าง นายไม่ได้อ่านโจทย์หรือไง? เห็น ๆ อยู่ว่ามันกำลังบอกเราว่ามนุษย์กินไม่ได้ และห้ามพูดถึงเรื่องนี้!”
“หรือว่านายจะตอบว่าส่วนนั้นอร่อย?”
“อย่าล้อเล่นน่า!”
แต่ซูซิ่งไม่สนใจเสียงของเขา หยิบชอล์กขึ้นมา แล้วตวัดเขียนตัวหนังสือไม่กี่คำลงบนกระดานดำทันที
“ฉันคือลูกมาร!”
คราวนี้ ทั้งห้องเรียนเงียบสนิท
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะลั่นก็ดังก้องไปทั่วห้อง
เด็กหนุ่มสวมแว่นกรอบดำเห็นข้อความนั้น มุมปากกระตุก เขาชี้ไปที่ซูซิ่ง กำลังจะพูดอะไรสักอย่าง...
เสียงดัง “ปัง” ขึ้นครั้งหนึ่ง
ร่างทั้งร่างของเขาระเบิดออกเหมือนแตงโม
เลือดสาดกระเซ็นไปพร้อมกับเศษเนื้อ
นักเรียนที่นั่งใกล้เขาที่สุดบางคนยังไม่ทันตั้งตัว เลือดก็เปรอะเปื้อนเต็มตัว บนโต๊ะเรียนของใครบางคนถึงกับมีลูกตาที่ยังสมบูรณ์วางอยู่
แม้แต่ซูซิ่งที่ยืนอยู่บนแท่นบรรยายก็อดยกมือคลำท้ายทอยไม่ได้ เมื่อมองฝ่ามือของตัวเอง ก็เห็นเลือดแดงฉานเปื้อนอยู่เต็มมือ
เสียงหัวเราะยังไม่ทันดำเนินไปถึงหนึ่งวินาที เสียงกรีดร้องและเสียงสบถว่า “เชี่ย!” ก็ดังขึ้นตามมา
แทบทุกคนคลานหนีออกจากบริเวณที่เด็กหนุ่มใส่แว่นระเบิดเมื่อครู่
ความโกลาหลปะทุไปทั่วห้องเรียนราวกับไวรัส
เสียงกรีดร้องดังระงม บางคนทรุดลงกับพื้นแล้วอาเจียน บางคนพยายามพุ่งออกทางประตู แต่กลับพบว่าประตูห้องเรียนถูกล็อกตายตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ พวกเขาทุบประตูดังปัง ๆ
ตัวเลขนับถอยหลังบนกระดานดำยังคงเดินต่ออย่างเย็นชา ตัวเลขสีแดงชาดหดตัวราวกับหัวใจ
คาบเรียนภาษาจีนครั้งนี้ยังไม่จบ
และถ้าตอบคำถามผิด ก็ต้องตาย
ซูซิ่งยืนอยู่บนแท่นบรรยาย เช็ดเลือดบนฝ่ามือกับกางเกงลวก ๆ แล้วหันไปมองกระดานดำ
นับถอยหลัง: 39 นาที 43 วินาที
เขายิ้ม
“ดูท่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ?” เขาพึมพำเสียงเบา
พูดจบ เขาก็ลบคำตอบที่เพิ่งเขียนทิ้ง เตรียมเขียนต่อ จะได้จบเรื่องเร็ว ๆ เขาจะปล่อยให้คนอื่นมาขวางทางตายของตัวเองไม่ได้
ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งตรงมาทางเขา ซูซิ่งยังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกกดลงกับพื้นแล้ว
“แกนี่มัน! ทำฟางซั่วตาย!!”
“ยังอยากให้ใครตายอีก!!”
ซูซิ่งหันไปมองเด็กหนุ่มที่กดทับเขาอยู่ “ฉันก็แค่ช่วยพวกนายพิสูจน์ไม่ใช่หรือไง ว่านี่มันภาพโฮโลแกรมหรือเกมกันแน่?”
“ก็พวกนายพูดกันเองไม่ใช่เหรอว่านี่เป็นเกมที่โรงเรียนจัดให้?”
“ตอนนี้มีคนตายแล้ว แสดงว่านี่ไม่ใช่ภาพโฮโลแกรมไง...”
“ฉันว่าฉันยังทำเรื่องดีด้วยซ้ำ”
“ไม่อย่างนั้น พวกนายคงยังไม่รู้เรื่องรู้ราวกันอยู่”
“แกนี่มัน!” เด็กหนุ่มที่กดซูซิ่งอยู่สบถด่าทอ แต่กลับหาคำมาโต้แย้งไม่ได้... เพราะสิ่งที่ซูซิ่งพูดนั้นถูกต้อง หากเขาไม่เขียนประโยคนั้น คนในห้องคงยังถกเถียงกันต่อไปว่านี่เป็นภาพโฮโลแกรมหรือการแกล้งกัน
ตอนนี้... มีคนตายแล้ว พวกเขาถึงได้ตระหนักว่าทุกอย่างอาจคร่าชีวิตคนได้
เด็กหนุ่มที่กดซูซิ่งไว้ชื่อหลิวฉ่วง เป็นนักกีฬาของโรงเรียนและหัวหน้าฝ่ายกีฬาประจำห้อง ปกติเขาเป็นคนมีน้ำใจและรักพวกพ้องมาก
“พี่ฉ่วง” ซูซิ่งยังมีอารมณ์ขันพอจะเรียกเขาด้วยคำเรียกนี้ “ลุกก่อน พื้นมันเย็น กดฉันจนไม่ค่อยสบายตัว”
“พี่ก็น่าจะเห็นคำถามข้างบนนั่นแล้ว ไม่ว่าจะตอบหรือไม่ตอบ แค่ตอบผิดก็มีคนตาย”
“แทนที่จะกดฉันอยู่ตรงนี้ พี่เอาเวลาไปใช้สมองคิดคำตอบที่ถูกต้องภายในห้านาทีข้างหน้าดีกว่า”
“ไม่อย่างนั้น คนต่อไปที่ตายอาจเป็นพี่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวฉ่วงกำหมัดแน่น แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้น เขาพูดว่า “ซูซิ่ง ฉันรู้ว่านายไม่กลัวอะไรในโรงเรียน แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตคนนะ!!”
“ทุกอย่างที่นายทำวันนี้ ฉันกับคนในห้องเห็นกันเต็มตา”
“เตรียมตัวเข้าไปนอนในคุกได้เลย!”
ซูซิ่งปัดฝุ่นบนอกแล้วไหล่ยัก “ได้สิ ถ้าฉันอยู่รอดไปถึงตอนนั้นน่ะนะ”
พูดจบ ซูซิ่งก็จะเอื้อมไปหยิบชอล์กอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่หลิวฉ่วงที่ขวางไว้ ยังมีเพื่อนร่วมชั้นอีกหลายคนช่วยกันรั้งซูซิ่งเอาไว้ กลัวว่าเจ้าคนบ้าบิ่นที่ไม่กลัวตายคนนี้จะไปเขียนคำตอบประหลาด ๆ อีก แล้วทำให้คนอื่นต้องตาย
“ได้ ๆ พวกนายปรึกษากันให้เรียบร้อยเถอะ” ซูซิ่งยกมืออย่างจนใจ
พูดจบ เขาก็ไม่แม้แต่จะมองกระดานดำ เดินกลับไปที่นั่งของตัวเองด้านล่าง แล้วทิ้งตัวนั่งลง
ส่วนเจิ้งอี้ที่อยู่ข้าง ๆ หน้าซีดเผือด สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“พี่ซิ่ง... พี่... ฆ่าคนแล้วเหรอ?”
