บทที่ 4 ปรากฏการณ์ผีเสื้อ
ไม่นานนัก บนโต๊ะไม้เก่าในศาลาจัดงานศพก็มี ‘กับข้าวอย่างดี’ วางอยู่ประปราย
หมูสามชั้นตุ๋นเครื่องเทศจานโต หั่นแว่นหนาบางเท่ากัน ประกบด้วยขนมเปี๊ยะงาหน้าฉ่ำที่ตั้งเป็นตั้งเรียงเป็นตับ ผักกาดดองฝีมืออาจารย์เก้าอีกหนึ่งจาน และโจ๊กข้น ๆ สองถ้วย
อาจารย์เก้านั่งตรงตำแหน่งเจ้าบ้าน ตั้งท่าเคร่งขรึม เริ่มอบรมสั่งสอนตามรูปแบบว่า “ผู้บำเพ็ญพรต ควรชำระจิตใจให้สะอาด ลดละกิเลส ความอยากในรสอาหารนั้นเป็น...”
ยังพูดไม่ทันจบ สายตาก็แอบชำเลืองไปยังจานหมูนั่นเสียแล้ว
ฟางฉี่รีบใช้ตะเกียบคีบหมูก้อนโตใส่ชามอาจารย์อย่างประจบ “อาจารย์ครับ อาจารย์เหนื่อยแล้ว เชิญทานเยอะ ๆ เลยนะครับ”
อาจารย์เก้ากระแอมเบา ๆ เก็บอาการ สงวนท่าทีคีบหมูขึ้นชิ้นหนึ่ง ใส่ปาก
รสเค็มมันของน้ำตุ๋น ความนวลของมันหมู และความเหนียวนิดของเนื้อหมูละลายละมุนกลางปลายลิ้น กลิ่นรสเต็มเปี่ยม
เขาเร่งจังหวะการเคี้ยวเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว พลางคว้าขนมเปี๊ยะมาเพิ่ม ฉีกแบ่ง ใส่หมูเข้าไปหลายชิ้น แล้วงับคำโต
ขนมเปี๊ยะกรอบร่วนผสานกับหมูตุ๋นที่อวบมัน สัมผัสรสเป็นชั้นเป็นตอน
อาจารย์เก้าหรี่ตาลงอย่างพึงใจ แทบจะครางฮึมออกมา แต่ก็รีบกล้ำกลืนฝืนไว้ แล้วเอ่ยปากประเมินอย่างคลุมเครือว่า
“อืม... หมูนี่ ตุ๋นได้พอไหว ขนมเปี๊ยะ... ไฟอ่อนไปหน่อย”
ฟางฉี่ก้มหน้าซดโจ๊ก มุมปากยิ้มน้อย ๆ ไม่ขัดคอ เขารู้ดีว่าอาจารย์น่ะกำลังเคลิ้มใจอยู่
เป็นจริงดังนั้น อาจารย์เก้ากินเร็วกว่าปกติมาก หมูชิ้นแล้วชิ้นเล่า ประกบขนมเปี๊ยะ แกล้มผักดอง กินจนหน้าผากซึมเหงื่อ ผักดองจานนั้นปกติเป็นตัวชูโรงยามเขากินโจ๊ก แต่วันนี้แทบไม่แตะต้องเลย
“เจ้าก็กินสิ มัวยืนนิ่งทำอะไร”
อาจารย์เก้าเห็นฟางฉี่เอาแต่มองตน จึงใช้ตะเกียบจิ้ม ๆ ไปที่จานหมู น้ำเสียงยังคง “เคร่งครัด” แต่กิริยาส่อเจตนา — เขาคีบหมูอ่อนชิ้นหนึ่งจากชามตนใส่ลงในชามฟางฉี่
“ขอบคุณอาจารย์ครับ!” ฟางฉี่รู้สึกอุ่นวาบในใจ แล้วก็เริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย
ชั่วครู่ บนโต๊ะอาหารเหลือเพียงเสียงเคี้ยวและเสียงตะเกียบกับชามกระทบกันเบา ๆ บรรยากาศอบอุ่นและกลมกลืน
อาจารย์เก้ายิ่งกินยิ่งผ่อนคลาย ถึงกับเริ่มจิบเหล้าข้าวราคาถูกของตนเคล้าหมูไปด้วย ใบหน้าเริ่มมีสีเลือดฝาดผุดขึ้น
เขามองลูกศิษย์ตรงข้ามที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย นึกขึ้นได้ว่าหมู ขนมเปี๊ยะ ชา ล้วนเป็นของที่ลูกศิษย์ใช้ “รางวัลใหญ่” ครั้งแรกที่หาได้มาซื้อให้ตนเพื่อแสดงความกตัญญู ความปลาบปลื้มในใจก็พวยพุ่งไม่หยุด
ผ่านไปสามจอก อาจารย์เก้าก็พูดมากขึ้น ผิดแผกจากภาพลักษณ์ปกติดั่งถ้อยคำของตนมีค่ายิ่งกว่าทอง
“อาฉี่เอ๋ย” เขายกจานเหล้า หรี่ตามองลูกศิษย์ “เจ้ารู้ไหม อายุขัยของอาจารย์นี้ สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคืออะไร”
ฟางฉี่วางตะเกียบ ส่ายหน้าอย่างใสซื่อ “ศิษย์ไม่ทราบขอรับ”
“ก็เจ้านี่ไงล่ะ”
อาจารย์เก้าใช้ตะเกียบจิ้มมาทางเขา
“ปีนั้นท่านอาจารย์ลุงใหญ่ของเจ้าพาฝากเจ้าไว้กับข้า ตอนนั้นตัวแค่นี้เอง ยับยู่ยี่เหมือนตาแก่ตัวน้อย ๆ ข้ายังกังวลว่าจะเลี้ยงไม่รอด ดูตอนนี้สิ โตขึ้นมาหล่อเหลาเชียว”
ฟางฉี่หัวเราะทั้งขำทั้งอาย “อาจารย์ ท่านพูดนี่...”
“ทำไม ไม่อยากฟัง?” อาจารย์เก้าขึงตาใส่ ก่อนจะหัวเราะเอง “ไม่อยากฟังก็จริงนั่นแหละ มา กินหมู กินหมู!”
ฟางฉี่ยิ้มรับคำ แล้วคีบหมูให้อาจารย์อีกชิ้น
ในที่สุด หลังจากจัดการขนมเปี๊ยะประกบหมูชิ้นสุดท้าย และเรอออกมาเบา ๆ อย่างอิ่มเอม อาจารย์เก้าก็ตระหนักว่าตนสำแดงอาการ ‘ลืมตัว’ เกินไปหน่อย
ไม่ได้การ! ศักดิ์ศรี! ศักดิ์ศรีของอาจารย์!
เขารีบวางตะเกียบ คว้าชาเย็นข้าง ๆ มากรอกใหญ่ พยายามสยบความร้อนผ่าวบนใบหน้า แล้วกลับมาวางหน้านิ่ง ขึงขัง กลับสู่คราบเคร่งครัดดั้งเดิม
“อะแฮ่ม!” เขากระแอมล้างคอ จงใจทุ้มเสียงให้ต่ำ “อาฉี่!”
“ศิษย์อยู่ขอรับ” ฟางฉี่รีบวางถ้วยตะเกียบ นั่งหลังตรงทันที
อาจารย์เก้าจ้องมองเขาอย่างเคร่งขรึม พูดอย่างเป็นงานเป็นการว่า “พิธีสงฆ์วันนี้ เจ้าไม่ได้ผิดพลาดอะไร แต่ตอนสวด ‘บทสวดชำระฟ้าดิน’ ลมปราณกลางยังไม่พอ แสดงว่าปกติละเลยการฝึกปราณ!”
ฟางฉี่ “...”
เมื่อกี้ตอนกินข้าว ท่านไม่ได้พูดอย่างนี้นะ
“ยังมีอีก”
อาจารย์เก้าไม่ให้โอกาสลูกศิษย์แก้ตัว หาเรื่องต่อ
“ข้าดูตอนเจ้ากลับมาช่วงบ่าย ฝีเท้าลอย ๆ ต้องเป็นเพราะใจเที่ยวเล่นเป็นแน่! ผู้บำเพ็ญพรตควรดำรงตนให้เที่ยงตรง ระงับความเห่อเหิมและใจร้อน!”
ฟางฉี่ก้มหน้า “ทราบแล้วครับ อาจารย์”
“อืม”
อาจารย์เก้าพอใจในท่าที ‘รับผิด’ ของลูกศิษย์ ในที่สุดก็เผยเจตนา
“ในเมื่อรู้ว่าผิดแล้ว เย็นนี้การบ้านเพิ่มเป็นสองเท่า! คัดลอก ‘คัมภีร์สวดมนต์เช้าเย็น’ สามรอบ! ไปเดี๋ยวนี้! คัดไม่เสร็จห้ามนอน!”
ฟางฉี่รู้แก่ใจดีว่านี่อาจารย์กำลังดีใจสุดขีด แต่ไม่กล้าแสดงออก ก็เลยใช้การบ้านมากลบเกลื่อนและถ่วงดุล
เขาจึงกลั้นยิ้ม ลุกขึ้นอย่างเคารพนบนอบ “ขอรับ อาจารย์ ศิษย์ไปเดี๋ยวนี้”
มองแผ่นหลังของฟางฉี่ที่เดินไปห้องหนังสืออย่างว่าง่าย อาจารย์เก้าจึงถอนใจยาวอย่างโล่งอก ลูบพุงกลม ๆ ของตน พลางอดไม่ได้ที่จะเลียมุมปากที่ยังมีกลิ่นหมูตุ๋นติดอยู่ ใบหน้าเผยรอยยิ้มพึงพอใจอีกครั้ง ละเมอพึมพำเบา ๆ ว่า
“เฮ้อ ไอ้เด็กโง่... รักมันไม่เสียเปล่า”
พูดจบเขารีบมองซ้ายมองขวา ให้แน่ใจว่าไม่มีใคร จึงเอามือไพล่หลัง ฮัมเพลงงึมงำทำนองไม่เป็นชิ้นดี แล้วค่อย ๆ ย่างเท้าเดินกลับห้องตนไป
ฝ่ายฟางฉี่ก็ยิ้มกลับไปยังห้องเล็ก ๆ ของตน เขาฝนหมึกและวางกระดาษอย่างคล่องแคล่ว เตรียมเริ่มคัดลอก ‘คัมภีร์สวดมนต์เช้าเย็น’ ปลายพู่กันชุ่มหมึก กำลังจะจดลงไป ทว่าการเคลื่อนไหวกลับชะงักกึก
ความคิดหนึ่งผุดวาบในสมอง
เขาจำได้ราง ๆ ว่า เดิมทีอาจารย์ควรจะรับอาซิงและอาเยว่เป็นศิษย์ที่เมืองจิ่วเฉวียน
แต่หลังจากเขามาอยู่ศาลาจัดงานศพ เข้าสำนัก และเป็นศิษย์พี่ใหญ่คนแรกมาโดยตลอด ก็ไม่เคยเห็นทั้งสองคนนี้ ไม่เคยได้ยินอาจารย์เอ่ยถึง
เป็นเพราะการมาถึงของเขาหรือ?
เพราะท่านอาจารย์ลุงใหญ่สือเจียนฝากฝังตนไว้กับอาจารย์ อาจารย์ทุ่มเทความสนใจให้กับตนมากขึ้น ดังนั้นเส้นทางเดิมจึงเปลี่ยนไป?
อาซิงและอาเยว่ อาจจะไม่ได้มาเป็นศิษย์ของปรมาจารย์เก้าอย่างที่เป็นมาแต่เดิม?
เขาตบศีรษะตนเบา ๆ คิดว่าความเป็นไปได้มีสูงมาก
ส่วนชิวเซิงและเหวินไฉ...
เขาขมวดคิ้ว ในความทรงจำ เจ้าสองคนที่ไม่ค่อยจะเอาไหนนั่นดูเหมือนจะเข้าสำนักที่หมู่บ้านเหรินเจีย
ตอนนี้อาจารย์ยังหนุ่ม ฐานที่มั่นก็ยังอยู่ที่เมืองจิ่วเฉวียน กว่าจะย้ายไปหมู่บ้านเหรินเจียดูเหมือนยังมีเวลาอีกพักหนึ่ง
คิดได้ดังนี้ ใจเขาก็อุ่นขึ้น อย่างน้อย สองศิษย์น้องจอมป่วนนั่นยังไม่มาสร้างความวุ่นวาย
ทว่า ความทรงจำอีกอย่างหนึ่ง กลับพวยพุ่งปกคลุมจิตใจดุจม่านเมฆดำ
เมืองจิ่วเฉวียน...
โบสถ์คริสต์ที่ปิดตาย...
ผีดิบตะวันตก!
เขานึกขึ้นได้แวบหนึ่ง! ในเรื่องเล่าเกี่ยวกับปรมาจารย์เก้าเรื่องหนึ่ง เมืองจิ่วเฉวียนเป็นเพราะโบสถ์คริสต์ที่ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ปลดปล่อยผีดิบตะวันตกตนหนึ่งที่ดุร้ายยิ่งนัก จนทำให้ทั้งเมืองแทบถูกสังหารล้าง ผลาญชีพ บาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก
ท้ายที่สุด มีเพียงปรมาจารย์เก้าและอาเยว่ที่รอดชีวิต
และก็เพราะโศกนาฏกรรมครั้งนี้เอง ปรมาจารย์เก้าจึงสิ้นอาลัย หรืออาจกล่าวได้ว่าแบกรับความผิดติดใจและปมในใจอันใหญ่หลวง จากไปจากเมืองจิ่วเฉวียน ย้ายไปหมู่บ้านเหรียเจีย
นอกจากนี้ ยังเล่าลือกันว่าเรื่องนี้กลายเป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันหายในใจของอาจารย์ กระทั่งส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าทางวิชา ตราบสิ้นอายุขัยก็มิอาจทะลวงขีดจำกัดได้!
มือที่กำพู่กันของฟางฉี่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ในเมื่อเขารู้เรื่องนี้แล้ว จะปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?!
เมืองจิ่วเฉวียนคือบ้านของเขา ผู้คนละแวกนี้ ถึงบางครั้งจะซุบซิบไร้สาระ แต่ส่วนใหญ่ก็ซื่อตรงมีน้ำใจ
บ้านหลังน้อยนี้ยิ่งเป็นสถานที่ที่เขาใช้ชีวิตมากว่าสิบปี เต็มไปด้วยความทรงจำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่ร่วมกับอาจารย์
เขาไม่มีทางยอมให้ไอ้ผีดิบตะวันตกบ้านั่นทำลายทุกสิ่ง! ยิ่งไม่ยอมให้เรื่องนี้กลายเป็นปมปีศาจในใจที่อาจารย์ไม่มีวันปล่อยวางไปชั่วชีวิต!
แต่...
ฟางฉี่ใจเย็นลง หน้าผากย่นเป็นร่องลึก เมืองจิ่วเฉวียนเป็นเมืองใหญ่ในรัศมีร้อยลี้ ประชากรหนาแน่น ความสัมพันธ์ซับซ้อนสลับกันดั่งรากไม้
โบสถ์คริสต์หลังนั้นแม้จะร้างมานาน แต่ได้ยินว่าเบื้องหลังพัวพันกับกลุ่มผู้มีอำนาจในเมืองบางคน อาจถึงขั้นมีชาวต่างชาติอยู่เบื้องหลังด้วย
ตนเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ ลอยปากไปบอกว่าในโบสถ์มีผีดิบตะวันตกน่ากลัว ใครจะเชื่อ? เกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นคนสติฟั่นเฟือน หรือไม่ก็ถูกคนที่คิดจะเปิดโบสถ์คริสต์อีกครั้งถือเป็นเสี้ยนหนาม
จะบุ่มบ่ามไม่ได้
เขาสูดลมหายใจลึก วางพู่กันเบา ๆ บนที่พักพู่กัน เรื่องนี้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป
ขั้นแรก ต้องฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งกว่าเดิม! เมื่อมีกำลังของตนเพียงพอ จึงจะสามารถรับมือและปกป้องคนที่ต้องการปกป้องได้เมื่อวิกฤตมาเยือน
ขั้นต่อมา ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวใด ๆ เกี่ยวกับโบสถ์คริสต์ปิดตายในเมือง โดยเฉพาะคำพูดและการกระทำของพวกที่สนับสนุนให้เปิดโบสถ์อีกครั้ง
ขั้นสุดท้าย อาจหาจังหวะเหมาะ ๆ ใช้วิธีไม่ตั้งใจ ส่งสัญญาณเตือนให้อาจารย์สักหน่อย? เช่น พูดคุยถึงความแตกต่างและความดุร้ายระหว่างผีดิบตะวันตกกับผีดิบพื้นเมือง?
แววตาของฟางฉี่ค่อย ๆ แน่วแน่ขึ้น เขาไม่รู้ว่าการมาถึงของตนเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากแค่ไหน แต่ในเมื่อโชคชะตาพาเขามาถึงที่นี่ ให้เป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์เก้า งั้นการปกป้องบ้านนี้ ปกป้องอาจารย์ ก็คือหน้าที่ของฟางฉี่
คิดได้ดังนี้ เขาจึงทำใจให้สงบ ยกพู่กันขึ้นอีกครั้ง ตั้งสมาธิกลั้นลมปราณ เริ่มต้นบนกระดาษสีเหลืองนวลทีละขีดทีละเส้น คัดลอกพระคัมภีร์อย่างบรรจง