บนที่นั่งของคณะผู้ตัดสินหลัก ขุนนางชั้นสูงทั้งห้ากำลังปรึกษาหารือกันด้วยเสียงแผ่วเบา บ้างหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน บ้างโน้มศีรษะกระซิบกับกรรมการคุมสอบ เสียงของพวกเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ช่วงเวลาราวหนึ่งเค่อกลับยืดยาวราวไร้ที่สิ้นสุดสำหรับบัณฑิตทั้ง 60 คน โดยเฉพาะเหล่าบัณฑิตจากเมืองเหมียนหยางและเมืองอู่ชาง ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ
ความปรารถนาในเกียรติยศกับความหวั่นวิตกว่าจะพ่ายแพ้บีบรัดจิตใจจนผู้คนกระสับกระส่าย
ฉินฮ่าวหรานยืนอยู่แถวหน้าของขบวนเมืองเหมียนหยาง ร่างสูงสง่าตั้งตรง ใบหน้ายังมีเค้าความเยาว์วัยหลงเหลืออยู่ ทว่าสายตากลับสงบนิ่งเป็นพิเศษ
ในที่สุด ผู้ตัดสินหลักซึ่งเคยดำรงตำแหน่งบัณฑิตสำนักหานหลินก็ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ทำลายความเงียบสงัดภายในหอ
“หลังจากพวกเราหารือกันแล้ว เห็นว่าการโต้วาทีเรื่องราชันกับเจ้าแคว้นในครั้งนี้มีแนวคิดลึกซึ้ง การวิเคราะห์แยบคาย ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความรู้ความสามารถ อ้างอิงคัมภีร์ตำราและเสนอความเห็นของตน นับเป็นภาพอันหาได้ยากในช่วงหลายปีมานี้”
เขาหยุดเล็กน้อย ภายในหอเงียบสงัดจนได้ยินแม้เสียงเข็มตก
“ทว่า หนทางแห่งการศึกษามิได้อยู่เพียงการรอบรู้และจดจำได้แม่นยำ หากยังอยู่ที่การมีความเห็นอันโดดเด่น สามารถหยั่งลึกค้นคว้าในจุดที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
ฉินฮ่าวหรานแห่งเมืองเหมียนหยาง อายุยังไม่ถึงวัยศึกษาวิชา กลับไม่ยึดติดกับความเห็นเดิม และไม่หลงเชื่อถ้อยคำลวงในการอภิปรายเรื่องวิถีเจ้าแคว้น
เขาสืบสาวต้นสายปลายเหตุทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ก่วนจ้ง ซางหยาง ไปจนถึงจักรพรรดิฮั่นอู่ แจกแจงวิเคราะห์อย่างเป็นลำดับ
ทั้งยังเชื่อมโยงกับภัยชายแดนและการปกครองขุนนางในปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในทางปฏิบัติ ทุกถ้อยคำมีหลักฐานรองรับ ทุกข้อโต้แย้งดำเนินตามเหตุผล ผสานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เข้ากับหลักคุณธรรมเป็นหนึ่งเดียว แม้สำนวนเขียนยังมีความเยาว์วัยอยู่บ้าง ทว่าความเฉียบคมและวิสัยทัศน์นั้นนับว่าล้ำค่าอย่างยิ่ง ชวนให้ผู้คนขบคิด”
