เหอซีถิงโบกมือ น้ำเสียงสงบลง “จิ่งสิง อย่าได้คิดมาก ข้าไม่ได้โทษเจ้า จะโทษเจ้าเรื่องใด? โทษที่เจ้ามีชื่อบนประกาศทอง ได้เข้าสังกัดสำนักฮั่นหลินหรือ? นั่นล้วนเป็นผลจากความรู้ความสามารถของเจ้า ในใจข้ามีแต่ความเลื่อมใส เพียงแต่...ในใจยังคงไม่ยินยอมอยู่บ้าง ไม่ยินยอมที่จะใช้ชีวิตสามัญไปเช่นนี้ ไม่ยินยอมที่ต้องอยู่ใต้ผู้อื่น”
ฉินฮ่าวหรานมิได้ต่อคำ เพียงยกจอกสุราขึ้นชนกับเขาเบา ๆ
เขารินสุราอีกจอก แล้วชนจอกกับเหอซีถิงเป็นครั้งที่สาม
เมื่อแยกย้ายกัน ผู้คนต่างกล่าวลาที่หน้าหอสุรา
ลมราตรีพัดมา โคมไฟริมถนนแกว่งไกว แสงเงาสั่นไหวทอดทาบใบหน้าของทุกคน สว่างวูบดับวูบ
หลี่จู๋เซวียนตบบ่าฉินฮ่าวหรานเบา ๆ เอ่ยคำว่า “รักษาตัวด้วย” แล้วขึ้นรถม้าของตน
จางอวี้ก็จากไปเช่นกัน เขาประสานมือกล่าวลา ก่อนขึ้นเกี้ยว แม้เป็นเพียงอาจารย์ผู้สอนของสำนักศึกษาประจำเมือง ตำแหน่งเล็ก ๆ ทว่าภายในเมืองอู่ชางก็นับเป็นบุคคลมีหน้ามีตา
ก่อนจาก โจวหย่งกล่าวเพียงว่า “จิ่งสิง รอข้าสักหน่อย และเชื่อข้าสักครั้งเถิด วันหน้าหากข้าสอบได้จิ้นซื่อ เราชนจอกสุรากันอีกครั้ง ก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิมในวันนั้น”
ท้ายที่สุด เหลือเพียงเหอซีถิง เขาโบกมือ ก่อนกลืนหายไปในราตรีแห่งเมืองอู่ชาง
ฉินเหอวั่งยืนอยู่ข้างฉินฮ่าวหราน อดถามไม่ได้ว่า “พี่ฮ่าวหราน พวกเขา...เหตุใดจึงยึดมั่นถึงเพียงนั้น?”
หลังขึ้นรถม้าและม่านรถปิดลง ฉินฮ่าวหรานจึงเอนกายพิงผนังรถ ตอบคำถามเมื่อครู่
“ผู้ไม่ยอมรับชะตา ย่อมมีกระดูกสันหลังแข็งแกร่ง ฝีเท้าไม่เคยหยุด แม้รู้ว่าหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยอันตราย ก็ยิ่งต้องมุ่งไปข้างหน้าอย่างห้าวหาญ แม้รู้ว่าทุกย่างก้าวยากลำบาก ก็ยิ่งต้องเพียรพยายามไม่ย่อท้อ ต่อให้ชะตาลิขิตมีขีดจำกัด ต่อให้หนทางในโลกเต็มไปด้วยอุปสรรค ก็ยังต้องเข้มแข็งและก้าวต่อไปทีละก้าว ในที่สุดย่อมมีวันที่เมฆหมอกคลาย เผยให้เห็นแสงตะวัน!”
